ฉลุหมื่นปทุม
นักเขียน

[เรื่องสั้น] Fantaisie Impromptu (Valentine 2013)

ไม่กำหนดอายุแต่โปรดใช้วิจาณญาณในการอ่าน
 
 
แฟนตาซีอิมโพร
 
          เมื่อประตูกระจกเปิดออก อากาศเย็นฉ่ำก็ปะทะเข้ากับผิวกาย เสียงเปียโนที่คุ้นหูดูดังแจ่มชัดในโสตประสาท แฟนตซี อิมโพส อินซีชาร์ปมิเมอร์ของโชแปงโปรยปรายไปทั่วลอบบี้ของโรงแรม เสียงกังวานใสไล่เรียงละเอียดเป็นเนื้อผ้าไหม คล้ายเคลื่อนกระซับเข้าโอบอุ้มรอบกายฉันอย่างอ่อนโยน
          ฉันเงยหน้าไปยังต้นเสียง บนเวทีชั้นลอย แกรนเปียโนยาวสีดำตั้งตระหง่าน มีเงาสีขาวคล้ายวิญญาณกำลังเคลื่อนไหววูบวาบบรรเลงเพลง
          ถึงบรรยายออกมาจะคล้ายเรื่องราวเหนือธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วผู้เล่นน่าจะเป็นหญิงสาว สวมใส่ชุดยาว เป็นราตรีสีไข่มุกเลื่อมพราย เธอโยกตัว เอนอ่อนไปตามเสียงเพลง หลับตาพริ้มเคลื่อนนิ้วไปตามอารมณ์ ฉันก้าวเท้าเข้าไปหา ย้ำไปบนพรมแดง ขมวดคิ้วเพ่งสายตา พยายามปรับโฟกัสภาพ แต่เปล่าประโยชน์ ฉันไม่ได้สวมแว่น ไม่มีแม้แต่คอนแทคเลนส์
ทั้งหมดเพราะมัวเสียเวลากับคำถามที่ไม่มีคำตอบ ผู้หญิงพกถุงยางได้สักกี่ชิ้น มันยากพอ ๆ กับการตัดสินใจผสมครีมเทียมลงในกาแฟ จนเวลาล่วงไปสองทุ่มครึ่ง ฉันจึงตัดสินใจ จับกล่องถุงยาง ฯ ยัดลงกระเป๋าถือ แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป หลังออกจากร้านเสริมสวยก็ไม่เหลือที่ไหนเปิดขายคอนแทคเลนส์
          เสียงเปียโนเปลี่ยนจังหวะ มันเร็วขึ้น แพรไหมที่โอบล้อมรอบกายพลันแตกสูญสลาย ฉันกลับสู่โลกของความเป็นจริง ผู้คนมากมายนั่งยืนทั่วบริเวณลอบบี้ ต่างยิ้มแย้มกับคู่เดต แต่งตัวสวยหล่อเพื่อถอดออก ก็คืนวันวาเลนไทน์ ยังมีใครออกมาดึกดื่นเพื่อจับมือจ้องตา
          ฉันกระซับกระเป๋าสะพาย ก้าวเท้าฉับเดินตรงไปยังช่องลิฟท์
          “ฟลูมูนค่ะ” ฉันกล่าว พนักงานหน้าทางเข้าพยักหน้ารับ
          “ลิฟท์หมายเลขสิบหกค่ะ” เธอบอก
          “ขอบคุณค่ะ”
          “ขอให้มีความสุขในคืนวาเลนไทน์” เธอยิ้มให้ ฉันยิ้มตอบส่งคำอวยพรคืนกลับ 
          ฉันเดินเข้าไปยืนรอหน้าลิฟท์ เสียงดนตรีบรรเลงยังคงแจ่มชัด มันทำให้ฉันนึกถึงความหลัง ช่วงมัธยมต้น เวลาที่ทุ่มเททุกอย่างกับเปียโน ใช้หยาดเหงือแรงกายเข้าปืนป่าย ทุ่มแรงใจขับเคี่ยวหวังชัยชนะ แต่เมื่อล่วงหล่นชีวิตพลันว่างเปล่า ขยาดการแย่งชิง นำใบหน้าแนบชิดติดตำรา รู้ตัวอีกครั้งก็กลายเป็นคนที่ไร้สีสัน
          เสียงกริ๊งดังขึ้น ประตูหน้าลิฟท์เปิดออก แฟนตาซีของโชแปงจากเร็วเปลี่ยนเป็นช้า คลื่นเสียงอ่อนนุ่มโรยตัวลงมา คลี่กระจายฟูฟ่องอย่างอ่อนโยน พวกมันเหมือนแพรไหมมีชีวิต เคลื่อนเข้าโอบล้อม ฉันกระโดดหนี ก้าวเข้าไปในลิฟท์ ในกล่องเหล็กทึบตัน แนบหลังติดผนัง ประตูลิฟท์ปิดสนิท ไร้เสียงใดแว่วติดตาม ความรู้สึกเสียดายพลั่งพรู
          “สายมากแล้วเพื่อนกำลังรออยู่” ฉันพูดกับแฟนตาซีของโชแปง จริง ๆ ก็แค่ข้ออ้าง ฉันไม่อยากติดอยู่ในความฝัน



          ฟลูมูนเป็นคอยเทลเล้าในโรงแรมหรู บรรยากาศภายในมืดสลัว แต่ละโต๊ะอยู่ใต้แสนไฟสีนวลที่โอบล้อมสร้างความเป็นสวนตัว จะมีเพียงเค้าเตอร์บารที่สว่าง เป็นที่ให้หญิงสาวไร้คู่โชว์ตัว เพื่อนฉันสองคนอยู่ที่นั้น มีชายหนุ่มสองคนยืนประกบ สวมสูทเนียบหรูเป็นคู่ค้าจากตะวันออกกลางที่มาติดต่องานที่บริษัท สองวันก่อนพวกหล่อนเข้ามาชักชวนฉัน เพราะมีผู้ชายอีกคนที่ยังว่าง
          “คิดว่าเธออยากเพิ่มสีสันให้กับชีวิตบ้าง”
          “เซ็กนี่ละดีที่สุด”
          สายตาดูถูกทำให้ฉันตอบตกลง แต่เท่าที่เห็นมีผู้ชายเพียงสองคนเท่านั้น
          “มาพอดีเลยริน ฉันคิดว่าเธอปิดโทรศัพท์หนีไปแล้วเสียอีก” คนหนึ่งพูด เธอเป็นสาวเปรี้ยว นักเรียนนอกจากมหาวิทยาลัยที่ Google ไม่รู้จัก ทำตัวไฮโซใช้ของเบรนแนมและมักมองฉันเหมือนสิ่งมีชีวิตในรูดิน
          “งั้น...พวกฉันขอตัวก่อนนะริน” อีกคนกล่าวอย่างเกรงใจ
          “อืม” ฉันพยักหน้า หวังให้ใครแนะนำผู้ชายอีกคน แต่กลับไม่มีใครสน ทั้งสี่เดินออกไปนอกร้านปล่อยฉันยืนงงโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามอง 
          “แล้วส่วนของฉันละอยู่ไหน” ถึงอยากจะตะโกนถาม แต่หากพูดออกไปคนหนึ่งคงทำท่าลำบากใจ ส่วนอีกคนคงยิ้มเยาะแล้วพูดว่า “เธอก็หาแถวนี้เอาสิ อยากมาสายเองทำไม” แค่คิดก็กลัวจนได้แต่เก็บงำคำพูดไว้
          ...แล้วนี่ฉันจะต้องมาหาเอาแถวนี้จริงเหรอ ให้ไปนั่งเค้าเตอร์สั่งค็อกเทลถือแก้วมาการ์ริต้าโพสท่ารอให้ผู้ชายมาหิ้วอย่างงั้นสินะ แล้วถ้าไม่มีใครเอาขึ้นมาจะทำยังไง แบบนั้นไม่ยิ่งน่าสงสารเข้าไปใหญ่หรือไง
          แต่มาถึงขนาดนี่แล้วคงต้องก้าวต่อไป ฉันสูดหายใจลึกให้กำลังใจตัวเอง มองตรงไปเคาเตอร์ บารเทนเดอร์ยิ้มให้ฉัน เขารินเครื่องดื่มสีขาวขุ่นลงแก้วมาการ์ริต้า เลื่อนมาด้านหน้าอย่างเชิญชวน แต่นั่นยิ่งทำให้ฉันอยากวิ่งหนีกลับบ้าน
          “คุณรินใช่มั้ย” สำเนียงแปร่งหูถามขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ฉันหันไปตามต้นเสียงพบชายหนุ่มร่างกำยำ ในชุดสูทสีเข้มยืนเว้นอยู่ในระยะที่สุภาพ เขายิ้มอย่างเป็นมิตร
          “ผมอามาขอโทษที่มาสาย”



          อามาเปิดบรั่นดีขวดใหม่ เขาเป็นนักธุระกิจค้าทองคำ ฉันไม่ค่อยเชื่อเขานักในครั้งแรก จำเป็นแค่ไหนที่เจ้าของต้องบินมาเอง คิดว่าคงพูดให้ฉันตื่นเต้น ฉันพยายามจับผิด ดูเหมือนเขาจะรู้ทัน เอาแบบร่างของสร้อยทองออกมาให้ดู ก่อนจะโชว์ของจริงที่คุยว่าเพิ่งเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ สร้อยทองเส้นใหญ่เป็นประกายใต้แสงไฟน่าตื่นตา วิธีของเขาคงใช้ตกผู้หญิงได้มานักต่อนัก
          อามาพูดถึงสาเหตุที่มาสาย เพราะต้องไปต่างจังหวัดและเดินเรื่องเอกสารให้ช่างทองฝีมือดีตามไปดูไบ เขาเล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจของเขาเกี่ยวกับการจ่ายเงินใต้โต๊ะ และวกมาถามเรื่องการทำงานของฉัน  เราท่าจะบ้างานเหมือนกัน เลยคุยกันถูกคอ
ฉันดื่มแก้วที่สอง ใบหน้าเริ่มตึงขึ้นเล็กน้อย มันทำให้บทสนทนาลื่นไหล เขาเริ่มถามเรื่องส่วนตัว เมื่อได้ยินว่าฉันไม่มีแฟน เขาแปลกใจจนตาโต ฉันว่าผู้หญิงบ้างานผู้ชายทนคบไม่ค่อยได้ เขาว่าผู้ชายก็เหมือนกัน ภรรยาขอหย่าเพราะเขามัวทำแต่งาน ฉันแกล้งถามเรื่องของผู้หญิงคนใหม่ เขาว่ายังขยาดน้ำตาของผู้หญิง ไม่อยากทำให้ใครต้องเสียใจ เราเริ่มเปิดบาดแผลของกันและกัน ก็เรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจแต่เราสองคนกลับเข้าใจ เขาเอ่ยปากชวนฉันไปดื่มต่อในห้อง
          ทุกอย่างลื่นไหลเหมือนบทภาพยนตร์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องแน่ใจ
          “...ถ้าคุณไม่รังเกียจที่ฉันยังเป็นสาวบริสุทธิ์” ฉันสารภาพ รู้สึกอายเหมือนตอนถูกจับได้ว่าแอบกินขนมในตู้เย็น
อามาทำท่าได้ยินไม่ถนัด ฉันพยักหน้าย้ำแทน วูบหนึ่งสีหน้าเขาฉาบแววผิดหวัง เขาพลิกดูนาฬิกาก่อนรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื้อนนิ้วไปบนหน้าจอทำเป็นดูข้อความ ก่อนบอกว่ามีธุระขอโทรศัพท์สักครู่ ไม่นานก็กลับมา เขาขอโทษ เพราะมีเรื่องด่วนจำเป็นต้องออกเดินทางทันที อามาแทบจะวิ่งออกไป
          ความรู้สึกหนักอึ้งถาโถมเข้าหาฉัน เมื่อเหลือบตามองก็พบบาเทนเดอร์กำลังจับตามอง ฉันก้มหน้าหลบ ไม่รู้จะทำอย่างไร ควรลุกเดินออกไปอย่างผู้ที่พ่ายแพ้อย่างนั้นหรือเปล่า
          “ลองชิมนี่ดูสิครับ รสหวานของมันน่าจะทำให้คุณสดชื่นขึ้น” บาเทนเดอร์กล่าว เขาเลื่อนเหล้าผสมสีแดงสดมาตรงหน้า ฉันเงยหน้ามองเขา ชายหนุ่มยิ้ม
          “เรดวาเลนไทน์ครับ โปรโมชั่นพิเศษกับสุภาพสตรีที่มาในคืนนี้”
น้ำเสียงเขาอ่อนโยน ยิ่งกว่านั้นแววตายังดูเป็นมิตร บางทีฉันน่าจะรองเดิมพันกับบาเทนเดอร์หนุ่มคนนี้ดู
          “ไม่ใช่เรด แต่เป็นบัดดี้ น่าจะเรียกใหม่ว่า วาเลนไทน์สีเลือดมากกว่า” หญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวแทรก ฉันหันไปทางต้นเสียง
หญิงสาวผมยาวดำขลับในชุดราตรีสีไข่มุกนั่งอยู่ซ้ายมือ เธอสวยจนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันพิเศษ
          “สีเลือดเหรอคะ”
          “เพราะมันแรงมาก ไม่เหมาะสำหรับคนที่อยากเก็บเกี่ยวความทรงจำดี ๆ ในคืนที่แสนวิเศษอย่างนี้นักหรอก”
ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มงาม น้ำเสียงของเธอหวานหยด ทำเอาฉันผุดนึกภาพนิทานในวัยเด็ก ซึ่งกล่าวถึงภูตที่ดืมน้ำค้างยามเช้าเป็นอาหาร
           “ถ้าคิดว่าฉันแส่ ก็ขอโทษด้วย แต่ถ้าเมาขึ้นมาคงไม่มีผู้ชายที่ไหนหิ้วเธอไปเพราะกลัวเดือดร้อน” เธอรีบออกตัว น้ำเสียงเหมือนคิดว่าฉันกำลังโกรธ คงเพราะฉันเอาแต่จ้องจดจ่อจนเธอเข้าใจผิด จะอธิบายก็ยุ่งยาก ถ้าขอโทษคงดูน่าตลก ฉันจับเรดวาเลนไทน์ขึ้นกระดกรวดเดียว บาเทนเดอร์ร้องห้ามแต่ไม่ทัน ในขณะที่หญิงสาวในชุดราตรีสีไข่มุกดูจะสนใจ คงอยากถามฉันว่ารู้สึกอย่างไรหลังจากท้าทายในสิ่งที่เธอเตือน
          “แค่นี้ไม่เมาหรอกค่ะ” ฉันว่า ในขณะที่ลำคอรู้สึกร้อนวูบ จนต้องยกมือตัวเองขึ้นจับหน้าอก เหมือนมีอะไรจะตีกลับ ฉันสูดหายใจลึกลงไป ทุกอย่างเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุม
          “ดูเธอไม่น่าคอแข็ง”
          “ก็ไม่ค่ะ แค่ดื่มเรื่อย ๆ ได้ไม่มีปัญหา” ฉันยิ้มแบบที่รู้สึกว่าน่าจะเป็นมิตรให้เธอ 
          “งั้นฉันขอบรั่นดีที่เหลือนั่นนะ”
เธอหมายถึงบรั่นดีของอามา เขาดื่มไปเพียงเล็กน้อย เธอยื่นมือล้วงไปด้านในเค้าเตอร์หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมร้องขอน้ำแข็ง บาเทนเดอร์ทำหน้าเหมือนคนกลืนนมบูด แต่ก็หยิบน้ำแข็งก้อนออกมาสกัดเป็นทรงกลมใส่ลงในแก้ว ฉันระบายลมหายใจหยิบบรั่นดีเลื่อนให้
          “บรั่นดีเขาไม่ใส่น้ำแข็ง...” 
          “ต้องมีมิกเซอร์ด้วยถึงจะอร่อย” เธอเอื่อมมือหยิบขวดโซดาจากเค้าเตอร์ขึ้นมาพร้อมกับน้ำอัดลมสีดำ ผสมของเหลวสามอย่างด้วยกันใช้นิ้วจิ้มน้ำแข็งก้อนคนเหล้า ก่อนยกขึ้นจิบ ทำไมไม่รู้ ฉันรู้สึกว่ากริยาของเธอแม้จะดูแปลก แต่ก็เป็นธรรมชาติและชวนมอง โดยเฉพาะนิ้วมือของเธอ เรียวยาวได้รูปและเป็นระเบียบ เธอไม่ไว้เล็บแถมตัดสั้นตัดแต่งมาอย่างสวยงาม ในวูบหนึ่งฉันรู้สึกอิจฉา ถ้าได้พรมนิ้วมือลงไปบนคีย์เปียนโนด้วยนิ้วแบบนี้คงจะสุขไม่น้อย
          “คุณเล่นเปียโนหรือเปล่าคะ” ฉันหลุดปากออกไป
          “อืม บางครั้งก็ร้องเพลงด้วย เธอ...เป็นคนที่จ้องฉัน ตอนเดินเข้ามาในโรงแรม ใช่ไหม”
          “เอ๋ คุณรู้สึกตัวเหรอคะ”
          “ก็เล่นจ้องอย่างกับจะเดินขึ้นมาตบ”
          “เปล่าคะ ไม่ใช่ คือฉัน สายตาสั้น”
          “ก็ว่าอยู่ นั่งติดกันยังจ้องฉันอย่างกับอยู่หน้าปากซอย แล้วทำไมไม่ใส่แว่นละ”
          นั่นสินะ ยังไงก็ไม่จำเป็นต้องทำสวยให้ใครสนใจ ฉันล่วงมือลงในกระเป๋าถือหยิบกล่องแว่นออกมา กรอบสีดำกับเลนส์หนาไม่เข้ากับชุดตะลุยราตรีสีฟ้าเปิดไหล่ที่สวมอยู่เลยสักนิด ฉันตัดสินใจลุกออกไปเข้าห้องน้ำ ล้างเครื่องสำอางเอาขนตากับมาสคาร่าออก กลับไปอยู่ในสภาพยัยหน้าจืดถ้าผูกเปียอีกหน่อยคงเหมือนเด็กโรงเรียนคอนแวน ทั้งที่อายุก็ปาเข้าไปยี่สิบหก
          ฉันถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ขณะนั้นเองก็รู้สึกเวียนศีรษะ ภาพรอบตัวหมุนติ้วพลิกกลับ ฉันรีบคว้างอ่างน้ำไว้ อยู่ ๆ ก็อยากคลื่นไส้ ปวดศีรษะให้ระเบิด ฉันพยายามอ้าปากอาเจียน แต่กลับเหมือนมีบางอย่างอุดลำคอ โลกของฉันยิ่งหมุนเร็วขึ้น ๆ หายใจไม่ออกคล้ายของเก่าในกระเพาะอาหารจุดแน่นท่วมปอด
          “เหล้าบ้านั่นทำพิษแล้วสินะ สูตรพิเศษบ้าบออะไรผสมยาฆ่าหญ้าสิไม่ว่า”
ฉันเหลือบมองไปต้นเสียง หญิงสาวในชุดราตรีสีไข่มุกยืนเอื่อมมือลงมา ฉันถึงได้รู้ว่าตัวเองลงไปนอนกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว เธอฉุกฉันขึ้น ช่วยพยุงพาเข้าไปในห้องส้วม บอกให้อาเจียน เธอใช้นิ้วล้วง ลุกล้ำเข้าไปในปากถึงลำคอ ฉันหยุดไม่ได้ ของเสียในกระเพาะ รสขมเปรี้ยวและกลิ่นเหม็นยากจะบรรยายระเบิดออกจากปากล่วงลงโถส้วมอย่างกับน้ำตก
น่าทุเรศที่สุด ฉันมองของเสียในคอห่าน อาเจียนพรวดออกมาอีกรอบ ครั้งนี้ทั้งเจ็บทั้งอาย
          “ยังมีอีกมั้ย เอาออกมาให้หมด” เธอว่า พร้อมลูบหลังช่วย ฉันสะบัดศีรษะพร้อมพยุงตัว ใช้หลังมือปาดน้ำมูกน้ำลาย
          “ฉันชื่อรินค่ะ” รู้สึกบ้าบอที่แนะนำตัว แต่ในตอนนั้นส่วนลึกที่สุดของฉันอยากรู้จักเธอ หญิงสาวในชุดสี่ไข่มุกมองฉันงง ๆ เราสบตากัน เธอยิ้มให้
          “นาด นุชนาฏ”
 


          นาด ใช้นิ้วเคาะน้ำแข็งให้จมลง ก่อนยกแก้วจิบบรั่นดีผสมที่เธอทำจนเสียของ ฉันนั่งพัก น้ำแอปเปิลในแก้วรสชาติดีเหลือเชื่อ
          “อย่างนาด... ต้องมาที่นี่ เพื่อหาผู้ชายไปนอนในคืนวาเลนไทน์ด้วยเหรอคะ”
          “อืม...” เธอเอียงคอคิด “ไม่จำเป็นหรอกถ้าเขาอยู่กรุงเทพโทรเรียกหาได้ทุกเวลาอยู่แล้ว”
          “หมายถึงแฟนหรือเปล่าคะ”
          “แค่คู่นอน เราโตมาด้วยกันรู้จักกันดีเกินกว่าจะใช้ชีวิตคู่”
          ฉันพยักหน้า รู้สึกว่าเธออธิบายมาชัดเจนแต่ไม่ค่อยตรงคำถาม
          “ฉันมาหาผู้หญิงไปนอนด้วย”
          ฉันหันควับไปทางเธอทันที
          “สนใจมั้ย” เธอยิ้ม
          ฉันส่ายศีรษะ เลื่อนน้ำแอปเปิลเข้ามาดูดเล็กน้อย พอสวมแว่น ฉันก็เห็นนาดได้อย่างชัดเจน ใบหน้ารูปร่างผิวพรรณเรือนผม ทุกอย่างของผู้หญิงคนนี้น่าหลงไหล เป็นเหมือนภาพวาดนางในวรรณคดี ฉันชอบความเป็นตัวของตัวเองที่เธอมี ฉันรู้สึกถึงความกล้าแบบผู้ชาย มีตัวตนให้สัมผัส มีสีสันชวนมอง
          คำเชื้อเชิญเมื่อครู่ทำเอาใจเต้นแรง ยิ่งนึกไปถึงตอนที่เธอล้วงนิ้วเข้าไปในลำคอ ตอนที่ลิ้นสัมผัสกับนิ้วมือนั้น หัวใจยิ่งเต้นระรัวขึ้น เหมือนร่างกายฉันจะโหยหา อยากลิ้มรสสัมผัสแปลกใหม่นั่นอีกครั้ง
แต่ทำไมกัน เพราะนิ้วมือนั้นบรรเลงเพลงของโชแปงได้เหมือนร่ายมนต์อย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าใช่หากถูกสัมผัสด้วยนิ้วมือเหล่านั้น ฉันไม่ละลาย          ไปเช่นเดียวกับเนยบนกระทะร้อนหรอกหรือ 
          “นาดชอบผู้หญิงเหรอคะ”
          “ถ้าพูดถึงเรื่องเซ็ก ก็ชอบกว่ากับผู้ชาย สำหรับฉัน ผู้หญิงแต่ละคนก็เหมือนเครื่องดนตรี ฉันรู้สึกเหมือนบรรเลงออกมาได้ดังใจ ในขณะที่ผู้ชาย หากถึงจุดสูงสุดเพลงก็ต้องจบลง ถึงเริ่มใหม่ได้ อารมณ์ก็ไม่ต่อเนื่องเสียแล้ว”
          “เป็นอุปมาที่ประหลาดจังนะคะ”
          “ถ้าจะให้โฆษณาตัวเอง ฉันสามารถเติมเต็มเธอได้นะริน พวกเราเติมเต็มกันได้จนล้นปรี่ ฉันกอดเธอจูบเธอ เราสัมผัสกันได้อย่างลึกซึ้ง ทำทุกอย่างที่ต้องการ สำหรับคืนวาเลนไทน์ เหตุผลนั้นไม่ใช่เหรอที่พาเธอมาตรงนี้”
          ฉันยิ้มให้เธอพร้อมสายศีรษะ ฉันไม่ต้องการความสุขความทรงจำ ต้องการเพียงผู้ชาย ใครก็ได้ที่สามารถทำลายความบริสุทธิ์ของฉัน ฉีกทึ้งร่างกายสร้างบาดแผล ให้คุยได้ว่าผ่านสงครามครั้งใหญ่ ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนโลกที่ไม่รู้จักอะไร  
          “ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
          “งั้นเหรอ” นาดถอนหายใจ “ขอเบอร์โทรศัพท์เธอได้มั้ย”
          “ขอโทษนะคะ”
          “อืม...ไม่น่าเชื่อนะนี่ว่าฉันจะอกหัก” เธอยิ้มให้
          ฉันยิ้มตอบ อยากจะพูดว่า “ขอบคุณ” สำหรับข้อเสนอที่แสนวิเศษ


          พนักงานหน้าลิฟท์คงหมดกะทำงาน ไม่มีเสียงเปียโน เหล่าคู่รักหายตัวไปจากล๊อบบี้โรงแรม ผู้คนหายไปหมดสิ้น เหลือแต่อากาศเย็นฉ่ำที่ดูเหมือนจะเย็นยะเยือกขึ้นเพราะความโดดเดียว สิ่งที่ฉันกังวลคือพรุ่งนี้จะตอบคำถามสองนั้นอย่างไร พูดให้ขำดีไหมว่าพอบอกว่าบริสุทธิ์ปุ๊บแขกดูไบก็เปิดตูดหนีไป
          “อา...” ฉันยกมือขึ้นกุมขมับ “ขอหยุดให้สิ้นเรื่องสิ้นราวดีกว่ามั้ง” ถึงจะบ่นแบบนั้นแต่ให้หนีไปตลอดคงเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน
          “พี่คะขอโทษค่ะ” เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งร้องขึ้นเหมือนเรียกให้ฉันหยุด เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็ได้พบกับเด็กสาวผิวพรรณดีคนหนึ่งในชุดราตรีสีชมพูมิดชิด เธอตัดผมสั้นเหนือติ่งหู ดูท่าคงไม่พ้น ม.ต้น ในมือถือช่อดอกกุหลาบ แบบที่เจ้าสาวใช้โยนเสี่ยงทาย ใครจะเป็นเจ้าสาวคนต่อไป
          “พาหนูหนีไปได้มั้ยคะ”
          ฉันงงวูบ แววตาสีหน้าของเด็กสาวบ่งบอกว่ากำลังร้อนใจ เธอรีบฉุดมือฉันไปที่เก้าอี้ก่อนวิ่งไปก้มหลบด้านหลัง ออกคำสั่งให้ฉันรีบนั่งลง นี่มันอะไรกัน เด็กโตขนาดนี่คงไม่มาเล่นซ่อนแอบในโรงแรม ไม่ทันจะเอ่ยปากถามฉันก็ได้เห็น ชายในชุดสูทสีดำสามคนวิ่งมากลางลอบบี้ หันซ้ายหันขวาก่อนจะวิ่งมาเพิ่มอีกสองเป็นห้า และเพิ่มอีกสามกลายเป็นแปด จับใจความว่าหาไม่เจอและกำลังแยกกันไปสำรวจที่หน้าโรงแรง เด็กคงยังไปไหนได้ไม่ไกล
          “พี่ อย่าเกร็งสิคะ ทำตัวเป็นปรกติ เอาโทรศัพท์มาแกล้งโทรก็ได้”
          เด็กนั่นพูดจาเหมือนร้องขอชีวิต ในชณะที่ชายคนหนึ่งหันมองมาทางฉัน เขาเดินรี่เข้า ถ้าเข้าใกล้กว่านี้คงมองเห็นแน่ว่ามีเด็กแอบอยู่ด้านหลัง ฉันควรชิงบอกก่อน ออกปากไปว่าเห็นเด็กคนนั้นไปทางคอฟฟี่ซอฟก็เข้าท่า แต่มันต้องไม่สำเร็จ ท่าทางของฉันต้องมีพิรุธ
          “รินรอนานมั้ย”
          “นาด” เธอเดินตัดหน้าชายชุดดำเข้ามาทักฉัน 
          “โทษนะทีให้รอตั้งนาน ไม่รู้มีเด็กบ้าที่ไหน สงสัยจะปวดท้องมาก วิ่งไม่ลืมหูลืมตาชนฉันหน้าประตูห้องน้ำ จนข้าวของหล่นกระจายหมด”
          “แล้วเป็นอะไรไหม”
          “เป็นสิ ตลับแป้งยังหาไม่เจอเลยกระเด็นไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไป แต่ช่างมันเถอะ ไม่รีบไปเดี๋ยวร้านปิดก่อนอดสนุกกันพอดี”
          “อืม...” ฉันพยักหน้า ทำท่าลุกขึ้น ชายชุดดำรีบยกโทรศัพท์กระจายข่าว พร้อมวิ่งออกจากลอบบี้ของโรงแรม
          “ขอบคุณค่ะ ที่ช่วย” เด็กสาวว่า ขณะสอดสายตาให้แน่ใจว่าไม่มีชายชุดดำในที่แถวนี้ ฉันมองนาด กำลังคิดว่าเธอมาทำไม ในใจแอบเข้าข้างตัวเองว่าเธออาจจะยังไม่ยอมแพ้
          “โชดดีที่เธอยังไม่กลับบ้าน พ่อหนุ่มทะเลทรายที่อยู่กับเธอก่อนหน้านี้เขากลับมา ดูเหมือนกำลังตามเธออยู่”
          “อามา...”
          “เข้าว่าพยายามติดต่อเธอให้รอเขาก่อน แต่โทรไม่ติดสุดท้ายร้อนใจวนรถกลับมา”
          “เออ...”
          “ดูท่าทางเขาจริงจังมากนะ รู้สึกติดค้างค่าเหล้าฉันเลยลองลงมาตามเธอดู”
          จริง ๆ เราก็คุยกันค่อนข้างถูกคอ แต่วันวาเลนไทน์ของฉันจบลงแล้ว1
          “หมดอารมณ์แล้วค่ะ ขอกลับบ้านดีกว่า”
          “งั้นเหรอ...” นาดระบายลมหายใจ “แล้วเธอจะกลับบ้านยังไง”
          “ฉันเอารถมาค่ะ”
          “เมาแบบนี้จะขับรถกลับเองเหรอ”
          “เออ คิดว่าขับรถได้นะคะ” ถึงพูดแบบนั้น แต่ฉันคิดว่าไปไม่รอด 
          “เจอด้านตรวจเธอเสร็จแน่ ไปรถฉัน เดี๋ยวพาไปส่ง” นาดกอดอกพูดคล้ายออกคำสั่ง ฉันคิดจะอ้างกลับแท็กซี แบบนั้นยิ่งอันตรายกว่า แต่จะดีเหรอที่ให้นาดรู้ว่าบ้านฉันอยู่ไหน ฉันรู้ตัวเองถ้าถูกนาดลุกไล่มากกว่านี้ในที่สุดต้องยอมเธอแน่ แต่โลกของฉันยังไม่พร้อมรับการมีคู่นอนที่เป็นผู้หญิง
          “พาหนูไปด้วยนะคะ” เด็กสาวกล่าวขึ้น นาดหันมองไปทางเด็กสาวชุดสีชมพู สีหน้าเหมือนเจอคนรู้จัก
          “แบบนั้นนาดไปส่งน้องคนนี้ก่อนได้มั้ย แล้วค่อยไปส่งฉันที่บ้าน”
          “อืม ก็ได้” เธอหันมาพยักหน้าให้ฉัน แววตาเป็นประกายนั้นทำเอาฉันใจเต้นแรง อันตรายแน่แบบนี้
          “แล้วหนูจะไปไหนละ”
          “พัทยาค่ะ”
          “หา !” ฉันเป็นคนร้องออกมา
          “งะ...งั้น ชนบุรีก็ได้ค่ะ”
          ดูท่าเรื่องนี้จะยาว



          นาดพาเรามาที่รถของเธอ ยามลานจอดรถยืนหลังตรงขันแข็งเมือเห็นพวกเราเดินมา รีบนำกุญแจวิ่งเข้ามาเปิดประตูเจ้าเมอร์ซิเดสสีเงินคันโตบนที่จอดพิเศษสำหรับผู้บริหาร หน้ากระจกรถยังมีสติกเกอร์โรงพยาบาล ระบุชื่อ แพทย์หญิงนุชนาฎ ยิ่งทำให้ฉันแปลกใจ
          “นาดเป็นหมอเหรอ”
          “แผนกสูตินารีเวช สนใจใช้บริการได้นะ” เธอหันมายิ้มทะเล้นใส่ฉัน ขณะขยับเกียร์พารถแล่นออกไป 
          “โรงแรมนี้ละ”
          “พ่อเป็นเจ้าของ พี่ชายบริหาร”
          ฉันเอนหนังพิงเบาะ ได้แต่คิดว่าหากนอนด้วยกันจริง ๆ ฉันก็เป็นได้แค่ของเล่น
          “แล้วสำหรับท่านผู้โดยสารด้านหลัง ทราย เราจะไปพัทยาจริง ๆ เหรอจ๊ะ”
          “ค่ะ”
          “ถ้าทรายคิดจะหนีคุณพ่อคงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ นักการเมืองผู้มีอิธิพลขนาดนั้น ออกคำสั่งคำเดียวประเทศนี้ก็ไม่มีทีให้เธอซ่อนตัวแล้ว” เหมือนว่านาดจะรู้จักเด็กคนนี้ เธอหยิบนิตยสารฉบับหนึ่งให้ฉัน หน้าปกมีรูปสี่คนพ่อแม่ลูกยืนกันอย่างอบอุ่น โดยมีฉากเป็นคฤหาสหรูหลังโต เด็กสาวกอดแขนชายหนุ่มผิวเข้มไว้ ดูเป็นน้องสาวกับพี่ชายที่สนิทกันดี ทั้งสี่เป็นครอบครัวของนักการเมืองเจ้าของธุระกิจและผู้ทรงอิธิพลแถบชานเมืองทิศตะวันออก  
          “พี่อิฐไปพัทยาค่ะ พี่อิฐเล่าว่ารุ่นพี่จะพาพวกรุ่นน้องปีหนึ่งที่ไม่มีแฟนฉลองวันวาเลนไทน์ที่พัทยา พี่อิฐโดนบังคับไปด้วย หนูคิดว่าถ้าปล่อยไปแบบนั้น พี่อิฐอาจจะเจอกับผู้หญิงคนอื่น”
          น้ำเสียงของเด็กสาวฟังดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ ฉันพลิกหน้าหนังสือ ถึงได้เข้าใจว่าพี่ชายชื่ออิฐ ถึงได้น้องสาวชื่อทราย
          “เธอ เป็นพวกติดพี่อย่างนั้นเหรอ แต่ไปก่อกวนแบบนั้นไม่มีประโยชน์หลอกนะ มีแต่ทำให้ถูกรังเกียจมากกว่านะ”
          “ค่ะ แต่เพราะเป็นวันวาเลนไทน์ หนูตัดสินใจแล้วว่า คืนนี้เท่านั้นที่หนูจะทำเรื่องนั้นได้”
          “เรื่องนั้น... หมายถึงอะไรจ๊ะ”
          “ค่ะ หนูจะยอมเสียตัวให้พี่อิฐ”



          ความรู้สึกของทรายก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจยากอะไร พี่ชายที่แสนดีข้ามจากโรงเรียนมัธยมไปอยู่ในรัวมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยอิสระ ก็ย่อมรู้สึกไม่ต่างกับการสูญเสีย แต่ถึงกับต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อดึงพี่ชายไว้นี่มันจะดูเป็นการสร้างปัญหามากกว่าหาทางออก นาดกำลังจะอธิบายถึงความไม่เข้าท่าในความคิดนี้ แต่ก็ถูกด่านเรียกตรวจเสียก่อน เมื่อเสร็จจากการตรวจวัดแอลกอฮอล์พวกเรายังมุ่งหน้าไปพัทยา
          “มาคุยกันต่อทราย ถึงอิฐจะไม่ใช่พี่ในสายเลือดอย่างที่เธออธิบาย แต่การทำแบบนั้นพ่อจับพวกเธอแยกกันอยู่คนละทวีปโลกแน่”
          “ก็อย่าให้พ่อรู้สิค่ะ ปรกติเขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่บ้านอยู่แล้ว”
          ฉันยังคงนั่งเงียบ ผิดคาดอยู่เหมือนกันที่เห็นนาดคัดค้านเรื่องเด็กจะมีเซ็กกัน
          “ถ้าท้องขึ้นมามันปิดไม่ได้หรอกนะ”
          “มันคุมได้ไม่ใช่เหรอคะ”
          “คุมได้กับผีนะสิ เด็กอย่างพวกเธออยากจะมันส์กันอย่างเดียวเท่านั้นละ อารมณ์กระเจิงเมื่อไร ถงถุงอะไรก็ไม่สนใจทั้งนั้นละ สุดท้ายก็พวกหมออย่างฉันไม่ทำคลอดก็ต้องทำแท้งให้”
          นาด ดูจะมีอารมณ์ รถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นจนฉันรู้สึกอึดอัด 
          “แล้วจะทำยังไงคะ หนูถึงจะดึงพี่อิฐไว้ได้”
          “คิดว่าแค่นอนกันแล้วจะเป็นเจ้าของเค้าได้หรือไง ของแบบนี้มันเป็นเรื่องของพรหมลิขิตเท่านั้นละ”
          ฉันหันไปมองนาด อดผุดยิ้มออกมาไม่ได้
          “งมงายค่ะ” ทรายดูจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ
          “ต้องเคมีในสมองเข้ากันได้เท่านั้นละถึงจะอยู่กันได้ พูดแบบนี้วิทยาศาสตร์ขึ้นบ้างมั้ย”
          “ไม่นอนกันแล้วจะรู้เหรอคะว่าเคมีเข้ากันได้หรือเปล่า”
          “เซ็กมันกับใครก็ได้ทั้งนั้นละไม่จำเป็นต้องเคมีเข้ากันหรอก”
          นาดเสียงดัง หันมาทำตาดุใส่เด็กสาวด้านหลัง ฉันรีบร้องเตือนว่าเธอกำลังขับรถอยู่ ดูท่าคุณหมอจะมีแผลเรื่องต้องทำแท้งให้เด็กที่ยังไม่พร้อมมาไม่น้อย
          “ทรายรักพี่อิฐใช่หรือเปล่า” ฉันพูด
          “ผู้ชายดี ๆ ไม่ใช่หาง่าย ๆ นะคะพี่ ของใกล้ตัวถ้าโดนคนอื่นคาบไปมันจะเจ็บใจแค่ไหน พี่น่าจะเข้าใจ”
ถึงจะแก่กว่า แต่เรื่องความรักอะไรนี่ฉันไม่เข้าใจหรอก แม่สอนว่าความรักจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและเพราะเรียนจนเป็นที่หนึ่งก็เลยไม่มีใครอยู่ในสายตา พอมาย้อนคิดนี่เป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย
          “ถ้านาดไม่เห็นด้วย เราเลี้ยวรถกลับกรุงเทพกันก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
          “ฉันแค่ไม่เห็นด้วยเรื่องเซ็ก แต่ถ้ามีคนที่รัก วันวาเลนไทน์นี่ละเหมาะจะพูดความในใจ”
          “แต่ฉันว่า ได้นอนด้วยกันมันจะฟิลกว่านะ”
          “บ้าเหรอริน ยัยนี่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กหญิงอยู่เลย”
          ก็จริง ด้วยสถานะภาพทางสังคมมันยังเร็วไปที่ทำแบบนั้น ฉันคิดเพียงว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คงยอมเสียงความบริสุทธิ์ไปดีกว่าที่จะเก็บรักษาไว้ให้กลายเป็นบาดแผล
          “นาดเสียตัวครั้งแรกตอนไหนนะ”
          “ม.๕ กับรุ่นพี่แล้วก็ไม่เคยเห็นหน้ากันอีกเลย”
          “นาดคงเจ็บปวด”
          “ไม่นะ ตอนนั้นก็แค่อยาก ฉันเลือกคนนี้เพราะรู้สันดานดีว่าเขาจะไม่กลับเข้ามาในชีวิตฉันอีก แล้วเธอละริน”
          “ฉันยังบริสุทธิ์”
          “พูดเป็นเล่นไป แล้วที่เธอมาที่ฟลูมูนนี่ไม่ใช่เพราะมาหาผู้ชายไปนอนหรอกเหรอ” นาดขมวดคิ้วยุ่ง
          “ก็ใช่ คิดว่าถ้าทำลายความบริสุทธิ์ทิ้งไป โลกของฉันคงเปลี่ยนไปบ้าง มันน่าจะมีสีสันขึ้น”
          “ไม่มีทางหรอกริน ยิ่งทำด้วยความรู้สึกแบบนั้นมันมีแต่แย่ลง” นาดกล่าวเสียงดุ ดูเธอกำลังหัวเสียไม่ได้ดังใจกับความคิดของผู้โดยสารทั้งสองคน แต่ฉันก็คิดเหมือนนาด หากสุดท้ายแล้วฉันยังว่างเปล่า มันไม่เจ็บปวดยิ่งกว่าหรือ
          “ถ้านาดไม่คิดอะไรกับความบริสุทธิ์ ฉันคิดว่านาดน่าจะเห็นด้วยกับการมีเซ็กเพื่อเติมเต็มช่องว่างของตัวเอง”
          “ก็ใช่ แต่ทรายเด็กเกินไป ผิดพลาดจนท้องขึ้นมีแต่ปัญหา”
          “ก็จริง” เรื่องนี้อย่างไรก็เถียงไม่ชนะ
          “ฉันจะพาเธอไปสารภาพรัก เสร็จแล้วก็กลับ พ่อฉันพ่อเธอมีธุระกิจร่วมกัน ฉันออกหน้าได้ แต่เกินเลยกว่านั้นฉันไม่ช่วย”
          “ค่ะ” ทรายตอบเสียงอ่อย แต่ก็ไม่วายบ่นต่อตลอดทาง ที่ความเป็นเด็กทำให้เธอไม่สามารถจับผู้ชายดี ๆ ได้ นาดอธิบายว่า ผู้ชายดี ๆ ในโลกมีตั้งมากมาย แต่ดูเหมือนทรายจะรู้ทันว่าเป็นแค่การให้ความหวัง



          พวกเรามาถึงจุดหมายเวลาตีสอง ทรายดึงพิกัดจีพีเอสจากโทรศัพท์ของอิฐ พาเรามาถึงร้านเหล้าเงียบ ๆ ท้ายแหล่งบันเทิงในพัทยา เด็กสาวโทรเรียกพี่ชายเธอออกมา เพียงอึดใจฉันก็เห็นเด็กหนุ่มร่างสูง วิ่งออกมาที่หน้าร้าน หันซ้ายหันขวาดูท่าร้อนใจ ทรายเดินเข้าไปหาพี่ชายพร้อมกับช่อกุหลาบสีแดงสดในมือ ฉันและนาดดูเหตุการณ์นั้นอยู่จากภายในรถที่ปิดไฟมืด
อิฐแวบหนึ่งดีใจที่ได้เห็นน้องสาว เขาตหวาดใส่เธอ บรรยกาศไม่ค่อยดีนัก แต่พอเห็นทรายกลัวมาก ๆ อิฐก็หยุด สองไหล่ลู่ตกลงและเดินเข้าไปขยี้ศีรษะน้องสาว พูดจาบางอย่างที่ทรายได้แต่พยักหน้าก่อนที่เขาจะหยิบโทรศัพท์ออกมาซึ่งน่าจะโทรหาพ่อ
          “การสารภาพรักไม่ง่ายเท่าไรสินะคะ”
          “สำหรับฉัน เรียกผู้ชายให้มานอนด้วยง่ายกว่าสารภาพรักแยะ” นาดถอนหายใจ เธอเคาะแตรถเบา ๆ ส่งสัญญาณ ทรายหันมามองเล็กน้อย เธอพยักหน้าให้กับพวกเรา ละเริ่มพูด สีหน้าเต็มไปด้วยความกดดันแต่ก็บ่งบอกชัดว่าทุกอย่างกล่าวออกมาจากใจ อิฐยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ทรายยกช่อกุหลาบในมือขึ้นมา พูดจาหลายประโยค อิฐหลบสายตาและเริ่มเป็นฝ่ายพูดเห็นชัดว่าเขินอยู่บ้างก่อนจะหันกลับไปพยักหน้าและพูดจาสองสามคำ ทรายร้องไห้ออกมา หยดน้ำตาร่วงพราวเป็นเม็ด กลิ้งผ่านพวงแก้ม อิฐเดินเข้าไปโอบน้องสาว แต่ทรายกลับดันตัวเขาออก เธอพยักหน้าเหมือนเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนเดินมาทางเรา นาดเลื่อนกระจกรถลง
          “พี่อิฐบอกว่าเขารักหนู แต่ความรักในตอนนี้ต้องไม่ทำลายความไว้วางใจของคุณพ่อ เขาแสดงความรักได้ในขอบเขตของพี่ชายเท่านั้น จนกว่าจะเติบโตและเข้มแข็งกว่านี้”
          “แทงกั๊กกันชัด ๆ แบบนี้”
          “แบบนี้ดีแล้วค่ะ” ทรายยิ้ม เด็กสาวเหมือนจะพอใจแล้วกับคำตอบ ทรายบอกว่าคุณพ่อให้พี่อิฐเปิดห้องที่โรงแรมให้และพรุ่งนี้ให้กลับมาพร้อมกัน นาดให้นามบัตรของเธอกับทราย บอกให้เอาไปยื่นเค้าเตอร์ของโรงแรมของคุณพ่อเธอที่มีสาขาในพัทยา เธอจะให้พนักงานเปิดห้องไว้ให้ เด็กสาวขอบคุณ ฉันเปิดกระเป๋าถือ หยิบกล่องถุงยางอนามัยยื่นให้เธอ
          “เอาไปสิเพื่อได้ใช้”
          “จะบ้าเหรอให้เด็กผู้หญิงถือของแบบนี้เดินไปเดินมา” นาดแย้ง ฉันลองคิดตาม ก็เห็นว่าจริง
          “งั้น เอาไปให้พี่ชายเธอ บอกเขาว่าฉันให้”
          เด็กสาวหน้าแดงแต่ก็รับไว้ นาดออกรถโทรบอกพนักงานให้เปิดห้องให้ ย้ำว่าต้องเป็นห้องเตียงคู่และบรรยากาศโรแมนติกที่สุด พวกเราหัวเราะกันพูดเดากันไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองคนในคืนวันวาเลนไทน์



          ตะวันเริ่มทอแสง เราขับรถกลับมาถึงกรุงเทพ ฯ เกือบหกโมงเช้า นาดมาส่งฉันที่หน้าคอนโดเล็ก ๆ ในตัวเมืองรอบนอก
          “ไปทำงานมั้ยวันนี้”
          “คงต้องไป งานยังสุมอยู่เต็มโต๊ะ”
          “ขอเบอร์เธอได้มั้ยริน”
          “โทรศัพท์ฉันพัง อยากจะเปลี่ยนซิมใหม่ด้วย”
          นาดยิ้ม
          “หวังว่าคงได้เจอกันอีก”
          “ฉันก็หวังแบบนั้น นาดเอานี่ไปแล้วกัน” ฉันส่งคีย์การ์ดให้เธอ คิดว่าไม่มีอะไรตรงไปตรงมามากว่านี้อีกแล้ว นาดรับมันไว้ เธอเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากถาม
          “ห้องเธอทำอาหารได้มั้ย”
          “หือ”
          “ฉันมีหม้อสุกี้ เย็นนี้เอามาทำกินได้มั้ย”
          “เอาสิ นาดมารอที่ห้องก็ได้ เดี๋ยวเลิกงานจะไปหาซื้อเครื่องสุกี้มาสมทบด้วยแล้วกัน”
          “ไม่ เราไปซื้อด้วยกัน”
          “อืม เราจะไปซื้อด้วยกัน”
 
จบ แฟนตาซีอิมโพร
 
สนุกไม่สนุก ตรงไหนอ่านไม่รู้เรื่องคอมเม้นไว้สั้น ๆ จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ m(_ _)m
 

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 11 ม.ค.56 เวลา 12:31:50 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

Zero_จัง
นักฆ่าที่แฝงตัวตามบอร์ดต่าง ๆ

ฟิกเรื่องใหม่ รู้สึกไม่ได้อ่านเรื่องของลุงซึมนานมากแล้วแฮะ
สำหรับผมเรื่องนี้สนุกดีนะ รู้สึกว่าสำนวนการแต่งดูโตขึ้นตามไปด้วย จากเมื่อก่อนจะแนววัยรุ่นม.ปลายซะมากกว่า

ว่าแต่สาว ๆ ในเรื่องนี้เหมือนอยากเสียความบริสุทธิ์กันจริง มีแบบนี้จริงอะ?
ส่วนคำผิดนี้แก้ไม่หายสินะ ฮ่า

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 11 ม.ค.56 เวลา 22:51:02 น.

Zero Xion
สายลม

สำหรับเรื่องสั้น รู้สึกมันเรียบไปหน่อย
ไม่มีจุดที่รู้สึกว่าเป็นจุดที่ตื่นเต้นหรือเป็นไคลเม็กซ์ของเรื่องเลย
เรื่องเลยออกมาจืดๆ ไปนิดนึง

แต่โดยรวมแล้วก็ ok ฮะ

ป.ล. จบลงแบบ yuri = =??

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.56 เวลา 00:38:51 น.

ฉลุหมื่นปทุม
นักเขียน

ขอบคุณ Zero จัง ไม่ได้เขียนนิยายมาเป็นปีเหมือนกัน นับ ๆ ดูก็เกือบจะสองปี
คำผิดพยายามกรองหลายรอบแล้ว แก้ไม่หายจริง ๆ นั่นละ

ขอบคุณสำหรับ Zero Xion ผมเขียนไคลเม็กซ์ไม่เป็นแฮะ แต่ิก็พยายามปรุงรสสุดชีวิตเหมือนกัน

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.56 เวลา 02:56:12 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ