Priestจอมซ่า
(Peera P.)
Programmer

เรียงความรับวันที่ 26 ม.ย.

ตอนแรกคิดอะไรไม่ออกเลยเล่นเกมพอแม่มาเห็นก็โดนโฟแฮนซะงั้นหัวไหล่ปวดอยู่เลยตอนนี้ แต่อยุ่ดีๆนึกออกทันใดว่ามีการบ้านจึงมานั่งปั่น ช่วยอ่านและติชมอะไรก็ได้ครับ ผมจะได้เอาไปแก้ไข แต่เรื่องเขียนผิดและภาษาวิบัติไม่ต้องบอกนะ เพราะตอนพิมท์พอดีโกรธแม่เลยใส่อารมณ์ไปเต็มที่เลย

เรียงความเรื่อง สุนทรภู่ครูกวีแห่งสยาม

เมื่อถึงวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปีใครๆก็รู้ว่าเป็นวันสุนทรภู่ โรงเรียนส่วนใหญ่ก็จะจัดกิจกรรมแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี แล้วก็แต่งบทกลอนเทิดทูน หรือไม่ก็มีการจัดท่องเที่ยวตามบทประพันธ์นิราศ ต่างๆนาๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเอาบทประพันธ์ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วยุเนสโก้ก็มาอ่านแล้วยกย่องให้สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลก ที่เรียกสุนทรภู่ว่าครูกวีแห่งสยามก็คงเพราะท่านเป็นคนคิด การบังคับ โครง ฉันท์ กาพ กลอน ต่างๆนาๆ ใช้เรียนกันในวิชาภาษาไทยก็เพื่อให้ ประเทศไทย ไม่ลืมการแต่งคำประพันธ์ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่นั่นคือความคิดของพวกสิ้นคิดไม่มีวันที่จะเจริญได้หรอก

แต่เมื่อพอลองไปเปิดสมุดบันทึกชีวประวัติของท่านมาอ่านก็จะรู้ทันที่ว่า กว่าจะมาเป็นบทประพันธ์ซักบทหนึ่งมันยากลำบากขนาดไหน ว่าสุนทรภู่จะคิดการแต่ บทประพันธ์ ที่ฟังหรืออ่านแล้ว ไพรเราะเสนาะหูมันยากแค่ไหน แต่ความจริงแล้ว สุนทรภู่เกิดมาก็ เป็นเพียบแค่ไอ้เด็กตัวเล็กๆที่ชอบพูดจาภาษากลอนที่มีชื่อว่า ภู่ แต่เมื่อโตขึ้นก็ไปเป็นข้าในกลมพระราชวัง เพราะมารดาไปเป็นแม่นมให้เชื่อพระวงศ์ ส่วนพ่อก็โกรธแม่หนีไปบวดซะงั้น พอเมื่อสุนทรถู่โตขึ้นมาหน่อยก็ไปชอบกับนางในที่ชื่อว่าแม่จัน อย่างกับหนังแดจังกึม หลังจากที่ชอบพอกันไม่ไม่นานก็ถูกจับไปจองจำเพราะข่าวนั้นดังไปถึงกรมพระราชวังหลัง แต่ไม่นานก็ถูกปลอยตัวเพราะ กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคต เป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคต แต่พอเมื่อถูกปล่อยตัวได้ไม่นาน สุนทรภู่ก็ถูกใช้ให้ไปธุระที่จังหวัดชลบุรี ด้วยความคิดถึงนางจัน พี่ภู่ ก็ได้แต่ง นิราศเมืองแกลง ออกมาเป็นเหมือนบันทึกการเดินทาง หลังจากกลับมาวังหลังสุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในวันมาฆบูชา จึงได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้นอีก คือ นิราศพระบาท แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไปพระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดซึ่งเป็นบุตรของสุนทรภู่ไว้ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อยๆเลย แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย ในรัชกาลที่ ๒ ขุนสุนทรโวหารใน ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงกับอุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ส่วนญาติพี่น้องของสุนทรภู่ ที่ล้วนเป็นชาววังหลังมีความสัมพันธ์กับวัดสุวรรณารามอย่างมากสำหรับชุมชนบ้านบุ เป็นชุมชนที่มีการบุขันลงหินวัดสุวรรณารามหรือวัดทองนั้น เป็นที่เผาศพของน้องสุนทรภู่ 2 คน ที่ชื่อฉิม และนิ่ม ในกลอนนิราศที่บอกว่า "ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบ เย็นยะเยือกหย่อมหญ้าป่าช้าผี สงสารฉิมนิ่มน้อง 2 นารี มาปลงที่เมรุทองทั้ง 2 คน" ในสมัยรัชการที่ 3 เมื่อสุนทรภู่สึกออกมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัยในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี

ไปๆมาๆ ชีวิตของสุนทรภู่วนเวียนอยู่ในวังกับวัด จนเกิดเป็นมหานิราศและบทประพันธ์ ได้แก่ 1.นิราศเมืองแกลง 2.นิราศพระบาท 3.นิราศภูเขาทอง 4.นิราศเมืองเพรช 5.นิราศสุพรรณ 6.นิราศพระประธม 7.พระอภัยมณี และอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่เกิดวังหลัง โตวังหลวง บวชวัดหลวง และตายวังหน้า ก็ไม่มีใครรู้เลยว่าสุนทรภู่เป็นคนระยอง เพียงแต่แต่งนิราศเมืองแกลงไว้ตอนไปเยี่ยมพ่อที่นั่น สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว แต่คนไทยยังสับสนถึงตัวตน ความเป็นมา และความเป็นไปของกวีเอกผู้นี้อย่างไม่เข้าท่าไม่เข้าเรื่องหลักฐานก็มี ของจริงก็ยังพอปรากฏขนาดนี้ ตาสว่างเสียทีคนไทย

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 01:44:12 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply

garun
แมวธรรมดา


"ที่เรียกสุนทรภู่ว่าครูกวีแห่งสยามก็คงเพราะท่านเป็นคนคิด การบังคับ โครง ฉันท์ กาพ กลอน ต่างๆนาๆ ใช้เรียนกันในวิชาภาษาไทยก็เพื่อให้ ประเทศไทย ไม่ลืมการแต่งคำประพันธ์ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่นั่นคือความคิดของพวกสิ้นคิดไม่มีวันที่จะเจริญได้หรอก"


"สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว แต่คนไทยยังสับสนถึงตัวตน ความเป็นมา และความเป็นไปของกวีเอกผู้นี้อย่างไม่เข้าท่าไม่เข้าเรื่องหลักฐานก็มี ของจริงก็ยังพอปรากฏขนาดนี้ ตาสว่างเสียทีคนไทย"

ไม่เข้าใจความหมายครับ อยากจะสื่ออะไร?



เขียนเรียงความเกี่ยวกับท่านผู้นี้นี้ด้วยภาษาแบบนี้

ถามจริงๆครับ ไม่มีความละอายแก่ใจซักนิดเลย?
รึว่าจงใจครับ?
ผมว่าจงใจนะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 02:05:49 น.

กระแป๋งแมน
อนิเมเตอร์มือสมัครเล่น

Quote : garun

"ที่เรียกสุนทรภู่ว่าครูกวีแห่งสยามก็คงเพราะท่านเป็นคนคิด การบังคับ โครง ฉันท์ กาพ กลอน ต่างๆนาๆ ใช้เรียนกันในวิชาภาษาไทยก็เพื่อให้ ประเทศไทย ไม่ลืมการแต่งคำประพันธ์ จริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่นั่นคือความคิดของพวกสิ้นคิดไม่มีวันที่จะเจริญได้หรอก"


"สุนทรภู่เป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว แต่คนไทยยังสับสนถึงตัวตน ความเป็นมา และความเป็นไปของกวีเอกผู้นี้อย่างไม่เข้าท่าไม่เข้าเรื่องหลักฐานก็มี ของจริงก็ยังพอปรากฏขนาดนี้ ตาสว่างเสียทีคนไทย"

ไม่เข้าใจความหมายครับ อยากจะสื่ออะไร?



เขียนเรียงความเกี่ยวกับท่านผู้นี้นี้ด้วยภาษาแบบนี้

ถามจริงๆครับ ไม่มีความละอายแก่ใจซักนิดเลย?
รึว่าจงใจครับ?
ผมว่าจงใจนะ




/oo { อ่านดีๆสิขอรับ เค้าบอกว่า พวกสิ้นคิดนั้น คิดกับแบบประโยคที่ท่านยกมาอ่ะ แต่ขึ้นอีกย่อหน้า เค้า บอกว่ากว่าจะแต่งมาได้ยากเย็นแสนเข็ญนะขอรับ แสดงว่า เอาไว้ข่มพวกไม่เคารพ สุนทรภู่อ่ะ (แต่น่าจะแก้หน่อยน่อ ใช้คำรุนแรงน้อยหน่อยอ่ะ หรือจะแบบอ้อมๆก็ได้) ส่วนต่อมา " ตาสว่างเสียทีคนไทย " อันนี้ ถ้าคิดความหมายดีมันก็ดีขอรับ ถ้าจะดูให้แย่มันก็ได้นะ แต่มันออกในทางแย่มากกว่า ลองเปลี่ยนคำนี้ดูน่อ )



b/- - { ดีแล้วน่อ ลองใช้สำนวนเป็นกลางๆหน่อยขอรับ บางท่านเค้าไม่ชอบภาษาที่ไม่ค่อยเคารพผู้อื่นจะว่าท่านเอาได้ )





Edit by กระแป๋งแมน - 13 มิ.ย.49 เวลา 03:24:09 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 03:05:55 น.

คุณหมอเกาลัด
หมอหนุ่มหัวหน้าเทมปลาร์ทีม

เอ่อ.... ที่จริงคนไทยที่ได้เรียนวิชาภาษาไทยแทบทุกคนรู้นะครับว่าสุนทรภู่เกิดที่ ต.บ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง

คิดว่าเรียงความนี้คงจะเป็นอัตชีวประวัติของสุนทรภู่ กวีเอกของประเทศไทยนะครับ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ถือว่าใช้ได้ เพราะว่าเอามาจากเรื่องจริงอยู่แล้ว แต่การดำเนินเรียงความผมว่าทื่อนะ นึกภาพดูเหมือนเห็นเด็กคนหนึ่งไปยืนอยู่หน้าชั้นเล่าประวัติ ถึงแม้จะท่องมาอย่างดี แต่ก็ท่อง ไม่ได้มีลูกเล่น หรือชวนให้อ่านชวนให้ฟังแต่อย่างใดครับ การเล่า Fact ใส่ Opinion ลงไปด้วยได้นะครับ ไม่จำเป็นต้อง Fact ตลอด แล้วค่อยมา Opinion ปิดหัวท้ายแบบนี้น้องทำ

ทีนี้พูดถึงตัวการเขียนเรียงความ ผมว่าการเขียนคำนำ กับ สรุป มันแปลกครับ อย่างที่รู้ คำนำคือการนำเรื่องให้น่าสนใจ จุดประกายให้อยากอ่านเนื้อเรื่องต่อ ส่วนสรุป เป็นการขมวด และบอกให้คนอ่านรู้เสียทีว่าเราต้องการสื่ออะไรในเรียงความนี้ (แบบว่าคนอ่าน อ่านสรุปแล้วนึกออกทันทีว่าเรียงความนี้ควรจะชื่ออะไร) แต่สำหรับของน้อง มันเหมือนกับเขียน opinion แปะหัวท้าย แยกไว้ให้มันตรงตามรูปแบบเฉยๆ สรุปว่าจบแล้วแล้วสรุปไม่ยอมบอกว่าสื่ออะไร คนอ่านได้มาจากการอ่านเนื้อเรื่องมากกว่า

พี่ไม่แน่ใจว่าสุนทรภู่ท่านเป็นคนคิดฉันทลักษณ์ด้วยหรือเปล่านะ (ขอโทษจริงๆ ทั้งๆที่เป็นเด็กระยอง ไปร่วมกิจกรรมงานวันสุนทรภู่ โต้วาทีกลอนสักวาสดทุกปีก็ตาม) แต่คิดว่าไม่นะครับ ท่านประพันธ์กลอนไว้เยอะมากเฉยๆ ไม่น่าจะได้คิดฉันทลักษณ์ แล้วก็เรื่อง พระอภัยมณี น่ะสุนทรภู่แต่งตอนติดคุกครับ ไม่ใช่ทั้งในวังและในวัด

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าจะเล่าชีวิตของสุนทรภู่ ก็น่าจะเล่าด้วยเทคนิคที่แบ่งช่วงของชีวิตดีกว่านะครับ จะอ่านเข้าใจ ราบรื่น เห็นความเชื่อมโยงด้วย เริ่มตั้งแต่เกิดในสมัย รัชกาลที่ 1 แล้วก็เริ่ม รุ่งเรื่องในชีวิตตอนรัชกาลที่ 2 แต่ดันไปปากพล่อยคอมเมนท์กลอนที่รัชกาลที่ 3 แต่ง สมัยท่านเป็นวังหน้าซึ่งตอนนั้นท่านแต่งว่า

น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหวไหว (คำกลอนไม่ใช้ไม้ยมกครับ)

สุนทรภู่ท่านบอกว่า เห็นตัวอะไรล่ะ? ฟังแล้วไม่เห็นเพราะ ไม่กระจ่างเลย ท่านเลยแต่งให้ใหม่เป็น

น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวไหว

เหตุการนี้ทำให้กรมวังหน้าไม่พอพระทัยมาก พอเป็นรัชกาลที่ 3 ชีวิตของสุนทรภู่จึงตกอับ มีอันต้องออกจากพระนคร เกิดเป็นนิราศอีกหลายเรื่อง อ้อ เรื่องนิราศก็เหมือนกันครับ ตอนแต่งนิราศเมืองแกลง สุนทรภู่น่ะเดินทางกลับจ.ระยองครับ เลยแต่งขึ้น เพราะนางจัน อยู่ที่กรุงเทพ ไม่ได้ไปธุระที่เมืองชลตามที่น้องบอกนะครับ (ผิดอย่างแรง) เพราะคำว่านิราศแปลว่าจาก คือสุนทรภู่จากกรุงเทพไปแกลง สาเหตุที่นิราศแล้วตามด้วยชื่อที่หมาย ไม่ได้ตามด้วยชื่อสถานที่ที่จากมา (ในความเป็นจริงควรเป็นเช่นนั้นใช่ไหม?) ก็เพราะว่าส่วนใหญ่ ออกจากกรุงเทพหมด มิเช่นนั้น นิราศทุกเรื่องคงต้อง เป็น นิราศกรุงเทพ น่ะสิครับ...

ในช่วงรัชกาลที่ 3 ที่สุนทรภู่ติดคุกนั้น ได้เขียนนิทานคำกลอนหลายเรื่อง แต่เรื่องที่เอกอุ ที่สุดก็คือเรื่องพระอภัยมณี ครับ หลังจากนั้นพอเข้าสู่รัชกาลที่ 4 ชีวิตสุนทรภู่จึงได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในบั้นปลายของชีวิต


ถ้าให้คอมเมนท์แบบไม่เกรงใจ ตรงๆจริงๆ ผมว่าก็โอเคนะครับ น้องเขียนเรียงความได้เนื้อหาครบ แม้ข้อมูลจะผิด ไม่ครบบ้างก็ตาม ถูกตามแบบฟอร์มเรียงความ แต่อาจจะสับสนในส่วนของวัตถุประสงค์ในการเขียนคำนำ และสรุปไปบ้าง ก็ถือว่าดีแล้วถ้าน้องเป็นเด็ก ประถม หรือ มัธยมต้นครับ

Edit by คุณหมอเกาลัด - 13 มิ.ย.49 เวลา 08:42:59 น.

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 08:41:03 น.

wawa
บอทนักดูดอนิเม

โดยส่วนตัว รู้สึกได้ว่ามีการเอาอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียนใส่เข้าไปในประวัติศาสตร์มากเกินไปนิดนะครับ

ถ้าจะวิเคราะห์ประวัติของท่านซักนิด น่าจะเรียกได้ว่าขึ้นๆลงๆ ตามการเมืองโดยแท้จริง เพราะรัชกาลที่ 2 เป็นนักประพันธ์ ฉะนั้นสุนทรภู่ก็รุ่งเรือง แต่รัชกาลที่ 3 ท่านทรงเป็นพ่อค้าและนักธุรกิจมากกว่า นักกวีนักกลอนต่างๆก็เลยไม่ได้รับความใส่พระทัย แต่มาสมัยของรัชกาลที่ 4 ท่านเป็นนักภาษาศาสตร์ซึ่งอาจเป็นเพราะ(โดยความเห็นส่วนตัวจริงๆเลยหลังจากวงเล็บนี้)ท่านทรงผนวชอยู่ในร่มกาสวพัตร์มาเป็นเวลานานจนแตกฉานทางภาษา ฉะนั้นยุคสมัยของงานกวีจึงกลับมาอีกครั้ง

คนไทยรู้จักครูกวีท่านนี้กันอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเรา "ไม่ใส่ใจ" "ไม่สนใจ" แต่เพราะเรา "ใกล้เกลือกินด่าง" กันมากกว่าครับ ไม่ใช่แต่คนไทยหรอกนะผมว่า มันน่าจะเป็นวิสัยของมนุษย์ทุกอารยธรรมที่จะเป็น "วัวลืมตีน" กับสิ่งดีๆที่บรรพบุรุษสร้างมา

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 09:10:40 น.

mako
ปลาหมึกผู้น่ารัก

รู้สึกว่าเป็นการเขียนเรียงความที่ไม่มีการวางแผนที่ดีเท่าไหร่ค่ะ ใช้ภาษาสื่อไม่ชัดเจน ไม่มีการวางระเบียบแบบแผนของเรื่องที่จะสื่อ ทำให้คนอ่านสับสน ตีความผิดๆได้ค่ะ

อ่านดูแล้วเหมือน เขียนบล็อกบ่นมากกว่า ลองเอาไปเขียนใหม่ดีกว่านะคะ smile

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 13 มิ.ย.49 เวลา 17:13:06 น.

HAGY
เจ้าหน้าที่หอสมุด พนักงานตรวจอัก

เป็นเรียงความร้อยแก้วที่ดูแล้วไม่เป็นทางการนัก ดังนั้นจึงขอแนะนำนิดหน่อยนะครับ

ภาษาไทยมีลักษณะการใช้แตกต่างกัน ซึ่งมีองค์ประกอบหลายประการ เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ชาติวุฒิ วัยวุฒิ หรือประสบการณ์ แต่โดยทั่วไปได้จำแนกภาษาไทย เป็น 3 ระดับคือ ภาษาปาก ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาแบบแผน ภาษาไทยทั้ง 3 ระดับนี้เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในที่นี้จะกล่าวเฉพาะภาษาที่ใช้สำหรับเขียน ดังนี้

ภาษาปาก ส่วนใหญ่เป็นภาษาพูดมากกว่าเขียน เช่น ภาษาท้องถิ่น ภาษาแสลง เมื่อกล่าวถึงภาษาปากที่ใช้เขียน จึงหมายถึง การเขียนที่ใช้สำนวนพูดกับบุคคลที่คุ้นเคย เช่น

1) บทล้อ คือบทเขียนที่พูดยั่วเย้าเล่นเฉพาะเป็นกลุ่มที่สนิทกัน

2) นิทาน เรื่องสั้น บทละคร ข้อเขียนในนวนิยาย

3) บันทึกส่วนตัว

4) จดหมายส่วนตัว ถึงเพื่อนที่สนิท

5) เขียนรายงานข่าว สังคม กีฬา ธุรกิจ และบันเทิง

ภาษากึ่งแบบแผน เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนในการเขียนที่ใช้ภาษากึ่งแบบแผน หมายถึง การใช้ภาษาเขียนสำหรับบุคคลที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อนและเป็นพิธีรีตอง

ภาษากึ่งแบบแผนที่ใช้กันโดยทั่วไปมีดังนี้

1) บทความต่างๆ ข่าวทั่วไป ในสื่อมวลชน

2) จดหมายธุรการ เป็นจดหมายส่วนตัวที่ไม่คุ้นเคย

3) ประกาศ เช่น ประกาศของห้างร้าน องค์การ ฯลฯ

4) ข้อเขียนในวารสาร นิตยสาร

5) นวนิยาย เรื่องสั้น

6) บทละคร บทวิจารณ์

ภาษาแบบแผน เป็นภาษาที่มีความมุ่งหมาย สำหรับเขียนเฉพาะเรื่อง เช่น เรียงความจดหมายราชการ เป็นต้น ภาษาแบบแผนจึงเป็นภาษาที่ใช้เขียนมากกว่าพูด ถ้าจะพูดเป็นการเขียนสำหรับพูดอย่างมีพิธีรีตอง เช่น สุนทรพจน์ โอวาท เป็นต้น อาจแบ่งเป็น 2 แบบดังนี้

เขียนเพื่อพูด เช่น

1) โอวาท ปาฐกถา สุนทรพจน์

2) คำปราศรัย ของบุคคลสำคัญในโอกาสต่างๆ

3) คำกล่าวที่เป็นพิธีการ เช่น ข้อเขียน กล่าวเปิด – ปิดการประชุม ฯลฯ เป็นต้น

4) คำกล่าวแนะนำบุคคลสำคัญ ที่ไม่คุ้นเคยกัน ฯลฯ

5) เอกสารประกอบการเขียน เช่น บทความที่นำมาอ้างอิง

เขียนเพื่อใช้อ่าน ดังนี้

1) บทความ

2) วรรณกรรมประเภทสารคดี

3) บทวิจารณ์

4) คำนำหนังสือ

5) แบบเรียน

6) หนังสือตำรา

7) ข้อเขียนเกี่ยวกับวิชาการสาขาต่างๆ

8) การรายงานทางราชการ

9) ประกาศแจ้งความทางราชการ

10) จดหมายราชการ

11) หนังสืออ้างอิง เช่น พจนานุกรม สารานุกรม เป็นต้น

ความรู้เกี่ยวกับระดับของภาษานี้มีความสำคัญต่อการเขียนมาก เพราะจะเป็นแนวทางให้ผู้เขียนเลือกใช้ระดับภาษาอย่างเหมาะสมกับบุคคล จุดมุ่งหมาย สถานที่ เวลา สถานการณ์ และ

สิ่งแวดล้อม การเลือกใช้ระดับภาษาอย่างเหมาะสมจะทำให้เกิดประสิทธิภาพต่อการสื่อสารทั้งด้านการพูดและการเขียน


จากความข้อต้นที่กล่าวอ้างมาจากหนังสือวิชาภาษาศาสตร์ทั่วไป ซึ่งมาที่คุณ Priestจอมซ่า ได้เขียนหัวข้อไว้ว่า"เรียงความรับวันที่ 26 ม.ย." เท่ากับว่างานชิ้นนี้คือเรียงความ ซึ่งตรงกับภาษากึ่งแบบแผนในหัวข้อบทความได้ แต่เท่าที่อ่านเรียงความดูแล้วจะออกไปในทางภาษาปากมากกว่า โดยความเห็นส่วนตัวควรปรับการที่ใช้ภาษาพูดมากจนเกินไปลงมาให้อยู่ในระดับที่เป็นภาษากึ่งแบบแผน

ดูเหมือนว่าที่แนะนำให้ทำตามระบบระเบียบภาษาจะเป็นการเปิดกันทางความคิดที่อยากจะใช้ภาษาที่ตนเองถนัดหรือคิดว่ากรอบหรือระบบการเขียนนั้นตีกรอบจินตนาการในการเขียนผลงานจึงไม่ชอบ แต่คิดดูแล้วระบบภาษาที่ได้สร้างมาแล้วนั้น คือได้ถูกทำการทดลองในหลากหลายด้านจนปัจจุปันนี้ภาษาที่ไช้อยู่นี้ดีในระดับที่อ่านรู้ อ่านเรื่องเข้าใจ ลื่นไหล ไม่ติดขัดเวลาอ่าน สังเกตได้จากการที่เวลาเราอ่านงานที่ไม่ตรงตามแบบจะรู้สึกอึดอัดในบางครั้ง (อาจจะยกว่าปราบดา ยุ่น ทำไหมถึงเล่นกับภาษาได้ แต่เป็นการเล่นที่อยู่ในระบบภาษาไม่ได้หนีหายไปจากเดิมจนมากนั้น)

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นที่แนะนำว่าควรยึดกรอบไว้บ้าง แต่ไม่ได้ชี้นำว่าจะต้องนำใช้ แต่ถ้านำไปทดลองใช้งานชิ้นไปน่าจะดีขึ้น ขอให้เขียนงานเขียนต่อไปครับ การเขียนสิ่งยากที่สุดขึ้นการเริ่มเขียน ตอนนี้คุณPriestจอมซ่า มีความกล้าแล้ว ขอให้ปรับปรุงงานเขียนให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ

นำติอาจจะเป็นยาขมแต่มีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนยาดี คำชมนั้นหวานเอาเก็บไว้เป็นยาชูกำลังใจครับ

ไม่จำเป็นต้องเชื่อผมนะครับเพราะว่าทั้งนี้เป็นความคิดเห็นของบุคคลหนึ่งเท่านั้น


Quote : คุณหมอเกาลัด


พี่ไม่แน่ใจว่าสุนทรภู่ท่านเป็นคนคิดฉันทลักษณ์ด้วยหรือเปล่านะ



สวัสดีครับคุณหมอเกาลัดคือว่าเท่าที่ผมค้นเจอนะครับเกี่ยวกับเรื่องฉันทลักษณ์ครับ

คือคุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึงฉันทลักษณ์ไว้ว่า หมายถึงการเขียนตามความพอใจ
เพราะคำว่า " ฉันท์ " แปลว่า ความพอใจ และคำว่า " ลักษณะ "แปลว่า แบบ จึงสันนิษฐานได้ว่ากวีโบราณคงเขียนร้อยกรองตามหลักความพอใจของท่าน เมื่อคนอื่นอ่านและเกิดความพอใจก็เขียนตาม จึงได้กลายเป็นแบบอย่างกันขึ้นมา

ฉันทลักษณ์นั้นแยกเป็นทั้งทางโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ซึ่งมีความพอใจทั้งคนสร้างและคนอ่าน






Edit by HAGY - 16 มิ.ย.49 เวลา 18:23:17 น.

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 16 มิ.ย.49 เวลา 18:05:31 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ