Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

Shadow of the Colossus [FanFic] - A Tale of a Lost Wanderer - บทที่ 3 - โลหิตดำ

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 3 - โลหิตดำ
Chapter 3 - Black Blood

คนจรพบตนเองยืนอยู่ในป่าละเมาะใกล้บึงใสกระจ่างใต้แสงแดด มีอีกร่างหนึ่งที่ดูเหมือนกับสว่างเรืองรองในชุดขาวคุกเข่าอยู่

ความคิดแวบแรกบอกเขาว่านั่นคือโมโน แต่แล้วเขาก็เห็นว่าไม่ใช่เธอ...

เจ้าของร่างเป็นเด็กหนุ่มเส้นผมสีดำสั้นอายุราวสิบหกสิบเจ็ด นับว่าเด็กกว่าเขาเล็กน้อย เด็กหนุ่มสวมเสื้อยาวและกางเกงขายาวสีขาว สะพายกระออมใส่น้ำแบบเดียวกับที่เขาเคยเห็นโมโนสะพาย

ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่รับรู้เลยว่าคนจรยืนอยู่ที่นั่น เขานั่งก้มหน้านิ่งมองเงาสะท้อนของตนในบึง ก่อนที่ผิวน้ำจะพร่าเลือนเป็นวงเล็กๆ และกระจายออกไปด้วยน้ำตาของเขาที่หยดกระทบ

น่าแปลกที่คนจรรู้สึกคล้ายกับรับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มรู้สึกเศร้าและท้อแท้สิ้นหวังเพียงใด น้ำเสียงซึ่งน่าจะเป็นของเด็กหนุ่มคนนั้นดังก้องอยู่ในใจของเขาอย่างประหลาด

ทำไม...?

ทำไมต้องเป็นเรา...?

คนจรอ้าปากจะถามเด็กหนุ่มด้วยความสงสัยว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกัน แต่ฉับพลันนั้นก็รู้สึกเหมือนมีพลังรุนแรงขุมหนึ่งดึงตัวเขาไปจากที่นั่น ภาพบึงเลือนหายไปรวดเร็วกลับกลายเป็นสีดำและขาว

ในห้วงความรู้สึกเลือนลาง...ทุกสิ่งมืดดำเว้นแต่วงแสงสีขาวจ้าเบื้องหน้า...ราวกับเขากำลังมองออกไปยังแสงสว่างที่ปากอุโมงค์จากในอุโมงค์มืดและยาวขณะที่ร่างลอยละลิ่วมุ่งตรงไปยังแสงสว่างนั้น

...และแล้วก็มีเสียงหายใจ...

...เสียงสูดลมหายใจแรง...หนึ่ง...สอง...ครั้ง...ก่อนจะขาดห้วง...เหมือนกับความพยายามสุดท้ายจากสัญชาตญาณของคนใกล้ตายที่พยายามยื้อยุดชีวิตของตนไว้...แม้นชะตากรรมจะมิยินยอมให้เป็นเช่นนั้น...

...เสียงหายใจของผู้หญิง...

...เสียงหายใจที่เขารู้ดีว่าเป็นของโมโน...

-------------------------------------------------------------------------------------------

คนจรยื่นมือส่งให้โมโนซึ่งนั่งอยู่บนหลังของอะโกร ช่วยเธอให้ก้าวเท้าลงบนพื้นดินอย่างสะดวกเมื่อทั้งสองมาถึงบึงกลางป่า

"ขอบคุณค่ะ" โมโนเอ่ยเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือจากมือของเขาแล้วเดินตรงไปที่ริมบึง เธอทรุดลงนั่งคุกเข่า จัดชายกระโปรงให้เรียบร้อยก่อนจะประสานมือไว้เบื้องอก และค้อมศีรษะลงเหมือนกำลังสวดภาวนา

เด็กหนุ่มมองเธอนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่งอย่างเงียบๆ ก่อนที่เด็กสาวจะเปิดฝากระออมออกตักน้ำจากในบึง ซึ่งเป็นการกระทำที่กินเวลาไม่นานเลย เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ปิดฝากระออมและวางไว้ข้างตัวก่อนจะหันมามองเขา

"เสร็จแล้วหรือ?" คนจรถาม

"ค่ะ แต่ยังไม่ต้องรีบกลับหรอก นั่งอยู่ที่นี่อีกสักพักเถอะ" เด็กสาวตอบโดยไม่หันมามองเขา แต่เงยหน้าขึ้นมองแสงแดดที่ส่องลอดม่านใบไม้เป็นลำเหมือนกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง

เด็กหนุ่มจึงได้ยืนนิ่งมองเธออยู่ที่เดิม ครู่หนึ่งจนกระทั่งโมโนรู้สึกตัวหันมามองเขา ยิ้มเฝื่อนๆ และพูดต่อพลางใช้มือข้างหนึ่งตบพื้นหญ้าข้างกาย

"มานั่งใกล้ๆ กันเถอะค่ะ จะได้คุยกันได้ ขอโทษนะคะที่เมื่อครู่ข้าใจลอยไปหน่อย"

คนจรขยับเข้าไปใกล้ตามคำบอกของเธอ และนั่งลงห่างจากเธอพอสมควร พอมองเด็กสาวก็ดูเหมือนเธอจะเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความคิดของเธออีกครั้งหนึ่ง เพราะดวงตาดำขลับคู่นั้นเลื่อนลอยทอดลงมองผิวน้ำใส เด็กหนุ่มมองตามสายตาของเธอก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นว่าผิวน้ำในบึงใสจนแลเห็นก้นบึงที่มีเพียงพื้นกรวดสีขาว ไม่มีพืชหรือสัตว์ใดๆ เลย จนเขาอดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้น

"เป็นบึงที่แปลกนะ"

"คะ?"

"ข้าเพิ่งสังเกตว่าบึงนี่ไม่มีพืชหรือสัตว์อยู่เลย ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นน้ำสะอาดน่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่บ้าง"

"เพราะอย่างนี้ถึงได้เป็นบึงศักดิ์สิทธิ์อย่างไรล่ะคะ น้ำในบึงใสสะอาด ไม่มีพิษ แต่กลับไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรอาศัยอยู่ ต่อให้เป็นในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สักใบก็จะไม่มีวันตกต้องผิวน้ำเลย และในฤดูหนาว น้ำก็ยังคงมีอุณหภูมิเท่าเดิม ไม่แข็งตัวเป็นน้ำแข็ง"

"ข้าว่าน้ำแบบนี้ฟังดูน่ากลัวมากกว่า" คนจรพูด น่าแปลกที่เมื่อมองน้ำในบึงไปนานๆ เขากลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นทุกที

"ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะนี่เป็นน้ำบริสุทธิ์ที่องค์สุริยเทพประทานมาให้หมู่บ้านแห่งนี้เพื่อพิธีกรรมโดยเฉพาะก็ได้" เด็กสาวพูดช้าๆ เรียบเรื่อยและเลื่อนลอย "น้ำบริสุทธิ์ที่มีไว้เพื่อชำระล้าง..."

เด็กหนุ่มเพิ่งฉุกคิดอะไรขึ้นมา

"เดี๋ยว เพราะอย่างนี้หรือเปล่าข้าถึงไม่เห็นชาวบ้านคนอื่นๆ มาตักน้ำที่นี่?"

โมโนสะดุ้งวูบหนึ่งเหมือนเพิ่งรู้สึกตัวเมื่อเขาถาม

"คะ?"

"ข้าไม่เห็นชาวบ้านมาตักน้ำที่นี่เลย เพราะน้ำในบึงใช้เฉพาะทำพิธีกรรมหรือเปล่า?"

"...ใช่ค่ะ" เธอตอบเสียงแผ่วเมื่อจับใจความได้

"ไยท่านไม่บอกข้าตั้งแต่เมื่อวาน? ให้ข้าดื่มน้ำในบึงและกรอกใส่ถุงหนังไปแล้วแบบนี้จะไม่เป็นไรหรอกหรือ?" คนจรพูดอย่างกังวล ไม่ใช่ว่าเขากลัวว่าน้ำจะสิ้นความศักดิ์สิทธิ์ แต่กลัวว่าหากทางอารามรู้เข้า โมโนจะถูกต่อว่ามากกว่า

"ก็แล้วจะให้ข้าทำตัวเป็นคนใจดำ ไล่นักเดินทางที่กำลังกระหายน้ำไม่ให้ดื่มน้ำด้วยเหตุผลเพียงเพราะว่านี่เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์น่ะหรือคะ?" เด็กสาวย้อนถามเรียบๆ "ก็การที่ท่านดื่มน้ำไม่ได้ทำให้น้ำสกปรก และในเวลานั้นคนอื่นๆ ที่อารามก็ไม่ได้รู้เห็นนี่นา ลืมมันไปเสียเถอะค่ะ"

คำตัดบททำให้คนจรไม่ซักไซ้อะไรอีก ได้แต่มองโมโนที่ดูเหมือนจะไม่เป็นตัวของตัวเองในบางขณะไปเรื่อยๆ รอให้เธอเป็นผู้เริ่มพูดก่อน

ผ่านไปพักหนึ่ง เด็กสาวก็สั่นศีรษะแรงๆ ยิ้มฝืดเฝืออีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนในทันใด

"ข้าคิดผิดจริงๆ ไปกันดีกว่าค่ะ ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อข้าคงมัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยจนไม่ทันได้ถามอะไรท่านแน่ๆ"

เธอก้าวเข้าไปใกล้อะโกร ทว่าครู่ต่อมาคนจรก็เห็นเด็กสาวล้มฟุบลงพร้อมกับกรีดร้อง เขาปราดเข้าไปใกล้ ใจหายวาบเมื่อเห็นงูตัวหนึ่งฝังเขี้ยวติดอยู่ที่ลำขาขาวซึ่งโผล่พ้นชายกระโปรงออกมา มันคงซุ่มอยู่ในพงหญ้าสูง โมโนไม่เห็นจึงเผลอเข้าไปใกล้หรือเหยียบมันเข้า เด็กหนุ่มรีบชักพร้าที่ข้างเอวมาฟันหัวของมันขาดจากร่าง แกะหัวงูออกมาโยนทิ้งบนพื้นแล้วรีบเอาสันพร้าทุบให้แหลกเพื่อให้แน่ใจว่ามันตายจริงๆ

จากนั้นเขาก็ดูขาของโมโน ค่อยรู้สึกโล่งอกที่เห็นเพียงรอยฟันเล็กๆ เรียงเป็นแถว ไม่ใช่รอยเขี้ยวเด่นๆ สองรอยอย่างที่นึกกลัวแต่แรก

"งูไม่มีพิษ ไม่เป็นไร"

ทว่าลำขาเรียวแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดซึ่งเขาแยกแยะไม่ออกว่าเป็นเลือดงูที่ถูกเขาฟันหัวขาดไปเมื่อครู่ หรือเลือดจากแผลของโมโน แต่อย่างน้อยที่แน่ๆ คือตามรอยฟันมีหยดของเหลวสีคล้ำค่อยๆ ซึมออกมา

"เจ็บมากไหม?" คนจรถาม เด็กสาวสั่นศีรษะแต่ก็กัดริมฝีปากเหมือนกับข่มเสียงร้องไว้

ต้องล้างแผล...เด็กหนุ่มคิดก่อนจะปลดกระออมจากไหล่ของโมโน เปิดฝาแล้วเทน้ำส่วนหนึ่งราดบนแผลโดยเร็วอย่างที่อีกฝ่ายไม่ทันคัดค้าน

ทว่าผลที่ได้รับคือ...เด็กสาวกรีดร้องพร้อมกับสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะดิ้นพรวดพราดราวกับสัตว์ติดกับดักที่กำลังจนตรอกและเจ็บปวดถึงขีดสุด มือข้างหนึ่งคว้าเปะปะมาถูกหลังของเขาและจิกขยุ้มชายเสื้อไว้แน่นจนเขาตกใจ เธอสะอื้นฮัก สั่นระริกไปทั้งร่าง ได้แต่พร่ำร้องว่า "อย่า...อย่า..."

"ข้าขอโทษ เจ็บมากหรือ?"

"อย่า...ใช้...น้ำ...นั่น!" โมโนเค้นคำพูดอย่างทรมาน ดวงตาสีดำของเธอที่จ้องเขม็งมายังใบหน้าของเขาดูราวกับห้วงหลุมดำไร้ที่สิ้นสุดสองห้วง นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่งห้ามเด็ดขาด

คนจรนิ่งอึ้งตะลึงงันราวกับถูกแววตาของเด็กสาวสะกดไว้ ดวงตาคู่นั้นดูราวกับไม่ใช่โมโนเลย ทว่าจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?

แต่แล้วโมโนก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ เธอทิ้งกายลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง ขดตัวกลมเหมือนเด็กทารกขณะต่อต้านความเจ็บปวดในร่าง ครู่หนึ่งที่เธอนอนนิ่งอยู่เช่นนั้นก่อนจะเหลือบมองเขาแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว

"พาข้า...กลับไปที่อารามเถอะค่ะ...ท่านเอมอนรู้ว่าต้องทำอย่างไร..."

"ได้...ได้" เด็กหนุ่มล้มเลิกความพยายามที่จะล้างแผล ดึงผ้าคาดผมของตนออกพันรอบแผลของโมโนไว้ เลือดยังไหลซึมย้อมผ้าเป็นสีเข้ม เขาปิดฝากระออมสะพายไว้หลังบ่าของตนแทน ก่อนจะช้อนร่างของเด็กสาวขึ้นอุ้มแล้วเรียกอะโกรเข้ามาใกล้

โมโนเหงื่อโซมร่าง ดูอ่อนระโหยไร้แรง คุมตนเองให้นั่งตรงๆ ไม่อยู่จนเขาต้องสั่งให้อะโกรยืนนิ่งๆ วางร่างของเธอให้เอนซบหลังคอของมัน แล้วตนเองจึงตามขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ค่อยๆ ประคองให้เธอเอนพิงไหล่ของเขาก่อนจะชักบังเหียนให้อะโกรก้าวเดิน

แวบหนึ่งขณะผ่านรอยเลือดบนพื้นหญ้า คนจรรู้สึกเหมือนเห็นกระหย่อมของเหลวสีดำสนิทผิดปกติปะปนอยู่ในหยดเลือดสีแดงที่สาดประปราย แต่ก็นึกว่าตนตาฝาดไปเท่านั้น...

-------------------------------------------------------------------------------------------

ต่อมาเด็กหนุ่มพบตนเองยืนรออยู่ในโถงของอารามแห่งองค์สุริยเทพอย่างกระวนกระวาย มียาฮีมเพียงคนเดียวที่ยืนนิ่งเฉยอยู่อีกมุมหนึ่งห่างจากเขา ขณะที่พระเถระเอมอนกำลังดูอาการของโมโนในห้องพักของเธอ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องใต้ดินในทางเดินที่เด็กสาวเคยพาเขาลงไปพบพระเถระในห้องหนังสือ

ความโกลาหลย่อยๆ แทบเกิดขึ้นในทันทีที่เขาขี่ม้าพาโมโนกลับเข้ามาในหมู่บ้าน พวกชาวบ้านพากันเบิกตากว้างมองโมโนที่เอนพิงร่างของเขาบนหลังม้า ท่าทางเหมือนสิ้นสติไปแล้ว องครักษ์ประจำอารามสามสี่นายที่ชาวบ้านไปแจ้งข่าวรีบรุดมาดักทางเขาไว้ก่อนจะถึงอารามด้วยซ้ำ ในทีแรกพวกองครักษ์คิดไปว่าเขาเป็นคนร้ายที่ทำอันตราย "ท่านหญิงโมโน" แต่เมื่อคนจรอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็เข้าใจและเปิดทางให้คนจรรีบควบอะโกรไปถึงอารามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะไม่กระเทือนร่างของเด็กสาว

จากนั้นเขาก็ต้องไปอธิบายเหตุการณ์กับพระเถระเอมอนและยาฮีมที่ยืนขึงขังเป็นรูปปั้นสวมหน้ากากอยู่ข้างๆ พระเถระ พอรู้ว่าโมโนถูกงูกัดที่บึงเท่านั้น พระเถระเอมอนก็มีสีหน้าซีดลงไปทันทีราวกับว่าเรื่องเลวร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว แม้เด็กหนุ่มจะรับรองว่างูนั้นไม่ใช่งูพิษ และเขาได้ล้างแผลให้เธอแล้วด้วยน้ำที่มีอยู่ในบริเวณนั้น

แต่พอพูดมาถึงจุดนี้ พระเถระเอมอนก็ยิ่งหน้าซีดหนักลงไปกว่าเดิม ตัดบทว่าท่านจะไปดูอาการของโมโนซึ่งหญิงรับใช้ของอารามพาไปพักที่ห้องของเธอก่อนแล้ว จากนั้นก็ผลุนผลันเข้าไปด้านหลังของอาราม ทิ้งให้เขายืนอยู่กับยาฮีมเพียงสองคนและบรรยากาศตึงเครียด

ภายในโถงสักการะเงียบสนิทจนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจของต่างฝ่าย เด็กหนุ่มปล่อยสายตาให้กวาดมองเรื่อยเปื่อยไปรอบๆ เพื่อฆ่าเวลา ดูสิ่งก่อสร้างและรูปเคารพในโถงซึ่งเมื่อวานเขาไม่ทันเห็นเพราะช่องแสงถูกปิดไว้ ก่อนที่เขาจะเห็นว่ายาฮีมกำลังกำมือแน่นเกร็งราวกับพยายามข่มอารมณ์ ทำให้อดนึกในใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายคงกำลังคิดต่อว่าเขาว่า "หากท่านหญิงโมโนเป็นอะไรไปข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า!" เป็นแน่แท้

ทว่านักรบประจำอารามก็ไม่พูดว่าอะไร ไม่มีคำพูดใดโต้ตอบระหว่างทั้งสอง เป็นพักใหญ่จนกระทั่งพระเถระเอมอนเดินกลับขึ้นมาช้าๆ

"โมโนไม่เป็นอะไรแล้ว" เขาบอกทั้งสองคน "แต่นางอ่อนเพลียมาก ตอนนี้พักผ่อนอยู่"

คนจรพยักหน้ารับอย่างโล่งอก ก่อนจะพูดต่อ

"ข้าขออภัยขอรับ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น"

"มิใช่ความผิดของเจ้าหรอก" พระเถระเอมอนตอบก่อนจะยิ้มน้อยๆ คงต้องการให้เขาสบายใจขึ้น "พวกเราเสียอีกที่ต้องขอบใจเจ้า เพราะถ้าเจ้าไม่ได้อยู่กับนางในตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครช่วยนางได้ทันการณ์"

สีหน้าของพระเถระเคร่งเครียดขึ้นขณะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อไป

"แต่จากนี้ไป พวกเราคงต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ กระทั่งบริเวณบึงศักดิ์สิทธิ์ยังมีสัตว์ร้ายได้" เขาหันไปทางยาฮีม "ยาฮีม จากนี้เจ้าคอยคุ้มกันโมโนตอนไปตักน้ำตามเดิมดีกว่า ข้าจะพูดกับนางเอง ถึงนางจะดื้อ แต่เรื่องแบบนี้คงรับฟังเหตุผลบ้าง"

"ขอรับ"

พอยาฮีมรับคำ พระเถระจึงหันมาทางเด็กหนุ่มคนจรบ้าง "ส่วนเจ้า ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้าสักหน่อย"

"ขอรับ" เด็กหนุ่มตอบรับ

"โมโนบอกข้าว่านางไปหาเจ้าเพราะอยากซักถามเรื่องของเผ่าอัสลานจากเจ้า...ซึ่งข้าก็ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย ข้าดูท่าทางเจ้าเป็นคนดีไว้ใจได้ และข้าก็อยากให้โมโนมีเพื่อนคุยคลายเหงาบ้าง แทนที่จะอุดอู้อยู่ในอาราม" พระเถระเอมอนเริ่มพูดราวกับพ่อที่เป็นห่วงลูกสาว ทำให้คนจรพอเดาได้ว่าท่านต้องการจะสื่อว่าอะไร "แต่หญิงชายมิควรอยู่ด้วยกันในที่ลับตาเพียงลำพังสองต่อสอง เจ้าคงเข้าใจที่ข้าพูดสินะ"

"ขอรับ"

"ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจเจ้า แต่ในสายตาคนอื่นๆ คงเห็นว่าไม่เหมาะสม พวกชาวบ้านจะพลอยเห็นพฤติกรรมของเจ้ากับโมโนน่าสงสัย และเห็นว่าทางอารามหละหลวมเรื่องวินัยด้วย" น้ำเสียงของพระเถระอธิบายอย่างเรียบๆ "ดังนั้นข้าจึงคิดว่า...หากโมโนต้องการพูดคุยกับเจ้า ควรมาพูดในบริเวณอารามที่เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่แจ้งดีกว่า ข้าพูดเรื่องนี้กับโมโนแล้ว นางเข้าใจและเห็นด้วย"

"ข้าเข้าใจขอรับ" คนจรตอบอย่างว่าง่าย "ข้าพร้อมจะทำในสิ่งที่เหมาะสมขอรับ"

"ก็ดี ขอบใจเจ้ามาก" พระเถระเอมอนตบไหล่เขาเบาๆ "ทุกวันหลังจากไปตักน้ำที่บึง โมโนจะมีเวลาว่างในช่วงบ่ายก่อนถึงทำวัตรเย็น ก็ขอให้เจ้ามาที่อารามในเวลานั้นก็แล้วกันนะ แต่วันนี้เจ้าคงต้องกลับไปก่อน เพราะตอนนี้โมโนจำเป็นต้องพักผ่อน ไม่ควรให้ใครรบกวนนาง"

"ขอรับ" คนจรค้อมศีรษะแสดงความเคารพ "เช่นนั้นข้าขอลา กรุณาบอกนางด้วยว่าข้าหวังว่านางจะหายดีเร็วๆ"

จากนั้นเขาจึงได้ออกไปจากอารามและขี่อะโกรกลับไปยังกระท่อมของพรานโยเรซึ่งเป็นที่พัก ได้แต่หวังว่าอาการของโมโนจะดีขึ้นในวันพรุ่งนี้และทั้งสองจะได้พูดคุยกัน

-------------------------------------------------------------------------------------------

แสงสว่าง...

แสงสว่างจ้าทำให้เขาตาพร่ายามลืมตาจนมองไม่เห็นอะไร

...นอกเสียจาก...

มีคนยืนค้อมตัวอยู่เหนือร่างของเขา สายตาเลือนลางพยายามเพ่งมอง ทว่าเห็นเพียงกรอบร่างสีดำไร้รายละเอียดอื่นใด พอเขากระพริบตาแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างสีดำนั้นก็หายไปเสียแล้ว

คนจรค่อยๆ ยันร่างลุกขึ้น รวบรวมสตินึกปะติดปะต่อว่าเกิดอะไรกับเขา บัดนี้สายตาของเขาค่อยๆ เห็นภาพอารามร้างรอบด้านชัดเจนเป็นปกติ ว่าแต่เขากลับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน? จำได้ว่าเขาสังหารอสูรยักษ์สำเร็จ แต่แล้วเส้นเงาสีดำที่ออกมาจากร่างของมันก็ทิ่มแทงเขาจนล้มหมดสติไป มีแวบหนึ่งที่เผลอนึกว่าตนเองคงจะตายไปเสียแล้วด้วยซ้ำ

เอาเถิด อย่างไรตอนนี้เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ และมีสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ อย่าเพิ่งคิดหาคำตอบอะไรในดินแดนอันแปลกประหลาดแห่งนี้เลย

สายตาปะเข้ากับร่างของเด็กสาวบนแท่นนอน เด็กหนุ่มค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เธอก่อนจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขายังคงกำด้ามดาบติดมือไม่ปล่อย จึงได้เก็บมันใส่ฝัก และเขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าที่ข้างๆ แท่นนั้น มีคันศรกับกระบอกธนูซึ่งเขาถอดทิ้งไว้ก่อนวิ่งเข้าไปไต่ร่างอสูรยักษ์วางพิงอยู่ ภาพที่เห็นทำให้เขาเดาว่าดอร์มินคงใช้อำนาจนำร่างและสิ่งของของเขากลับมากระมัง

...ทว่า...ร่างบนแท่นยังคงนิ่งสนิทไม่เปลี่ยนแปลง...

เสียงครืนครันที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้คนจรหันกลับไป รูปสลักที่อยู่ริมแถวใกล้กับเขาที่สุดกำลังสั่นสะเทือน แสงสีฟ้าเริ่มสว่างจากรอยสลักลวดลายแต่ละรอยก่อนจะเจิดจ้าวาบขึ้นในทันใด เมื่อนั้นเองรูปสลักก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ส่งเศษชิ้นส่วนหินทั้งเล็ก ใหญ่ และละอองกระจัดกระจายในคูหาที่ตั้งมันอยู่ราวกับถูกระเบิดจากภายใน

รูปสลักรูปแรกพังทลายเมื่ออสูรยักษ์ตนแรกดับสิ้น

บัดนี้เหลืออีกสิบห้าตน...

จากช่องแสงบนเพดานอาราม สุรเสียงของดอร์มินดังขึ้นอีกครั้ง

ศัตรูตนต่อไปของเจ้า...อยู่ในถ้ำริมทะเล...มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า...จงใช้ความกล้าหาญของเจ้าพิฆาตมัน

เด็กหนุ่มคนจรนิ่งฟังจนเสียงนั้นหายไป ก่อนจะหยิบคันศรกับกระบอกใส่ธนูมาคาดไว้ดังเดิม และก้าวลงบันไดจากแท่นนอนกำลังจะออกจากอาราม แต่แล้วก็นึกถึงอีกสิ่งหนึ่งที่หายไปขึ้นมาได้

อะโกร...

เขาบอกให้มันรออยู่ที่หน้าผาก่อนจะไต่ขึ้นไปนี่นา แล้วป่านนี้มันจะเป็นอย่างไรบ้าง? จะตกใจเพียงใดหนอที่เห็นเขาหายไปเสียนาน? เห็นทีเขาคงต้องเดินเท้ากลับไปพามันมาเสียแล้ว

แต่เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ คนจรก็ได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดดังขึ้นเบื้องหลัง เขาหันกลับไปเห็น...

"อะโกร!"

ม้าสีดำหน้าผากขาวก้าวเข้ามาใกล้ตามเสียงเรียก เด็กหนุ่มตบไหล่ของมันเบาๆ ทั้งปลอบโยนและชมเชย หากมันไม่หาทางกลับมาถึงที่นี่ด้วยตัวมันเองแล้วได้ ก็ดูเหมือนว่าดอร์มินจะนำทางมัน หรือพามันกลับมาด้วยวิธีเดียวกับตัวเขาและธนูของเขา

แต่งานของทั้งสองยังไม่จบสิ้น เขาคิดขณะเหลือบมองแถวรูปสลักที่เรียงรายเป็นแนวทะมึนเบื้องหลัง

ต่อไปคืออสูรยักษ์ตนที่สอง

คนจรบอกกับตนเองก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังอะโกรแล้วมุ่งหน้าออกไปจากอารามร้าง ครานี้ดาบโบราณสะท้อนแสงส่องไปทางทิศเหนือ

- To be continued -

-------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นตอน 'ความฝันของคนจร' กับย้อนอดีตครับ ทิ้งความสงสัยให้ผู้อ่านไว้ก่อนว่าโลหิตดำในที่นี้หมายถึงอะไร (แต่คนที่เคยเล่นเกมมาแล้วน่าจะรู้อะไรเลาๆ มั้งครับ ^^;;;) รูปประกอบตอนนี้ก็ไม่มีนะครับเพราะอสูรยักษ์ตนที่สองยังไม่ออก แต่อย่างน้อยก็ขอฝากแฟนอาร์ตญี่ปุ่นน่ารักๆ สักรูปหนึ่ง อย่าง http://aoi.fool.jp/image/wander05.html เป็นรูป คนจร โมโน กับอะโกรตอนเด็กครับ คนวาดคงตีความให้ทั้งสามรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งแตกต่างไปจากฟิคของผม

มีคอมเมนต์ข้อเสนอแนะหรือติชมอะไรก็ขอความกรุณาด้วยครับ m[_ _]m

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 เม.ย.49 เวลา 11:06:09 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

bekung
BONESแฟนคลับ

ลงชื่อว่าอ่านแล้วครับ รอตอนต่อไปอยู่นะ smile

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 07 เม.ย.49 เวลา 13:13:46 น.

artbaka
Paladin

เพิ่งได้ลองเล่นเกมนี้ผ่านไป2ตัวเอง รู้แล้วทำไมถึงชื่อ ไต่ยักษ์เพราะรักเธอ
พระเอกนี่มือเหนียวเป็นตุ๊กแกเลย
งงๆตอนแรกว่าเด็กหนุ่มนี่คือคนที่ทำหน้าที่ก่อนโมโนรึ

Edit by artbaka - 07 เม.ย.49 เวลา 16:04:44 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 07 เม.ย.49 เวลา 16:02:36 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ bekung - ขอบคุณครับ วันศุกร์ตอนหน้ามาแน่นอนครับ smile

คุณ artbaka - ขอให้สนุกกับเกมนะครับ smile ผมก็คิดว่าพระเอกสุดจะซูเปอร์มือกาวจริงๆ ไม่มีการไหล่หลุดด้วยนะ ต่อให้โดนเหวี่ยงแรงซะขนาดไหน

เด็กหนุ่มที่พระเอกเห็น ตอนนี้ยังเป็นความลับให้คาดเดากันก่อนครับ พอเนื้อเรื่องค่อยๆ ผ่านไปจะค่อยๆ เฉลยครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 12 เม.ย.49 เวลา 10:46:48 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ